Leader of the future

ปิ๊น อนุพงศ์ คุตติกุล แห่ง Carnival: นักธุรกิจผู้ไม่เคยผูกไทด์ใส่สูทไปทำงาน แต่ปั้นแบรนด์จนแข็งแกร่งที่สุดในวงการสตรีทแฟชั่นไทย

28 ส.ค. 2568

The Futurist

ปิ๊น อนุพงศ์ คุตติกุล แห่ง Carnival: นักธุรกิจผู้ไม่เคยผูกไทด์ใส่สูทไปทำงาน แต่ปั้นแบรนด์จนแข็งแกร่งที่สุดในวงการสตรีทแฟชั่นไทย  

สำหรับสายสตรีทแฟชั่นในไทย คงไม่มีใครไม่รู้จัก Carnival เพราะนี่คือร้านมัลติแบรนด์ผู้นำเข้าไอเทมสตรีทแฟชั่นแบบ ‘คนเล่นรู้กัน’ มาวางขายในไทยตั้งแต่ก่อนจะเป็นเทรนด์ แถมยังมีแบรนดิ้งสุดสตรองที่สะท้อนผ่านโปรเจกต์ collaboration มากกว่า 100 ครั้ง และทำให้คนตื่นเต้นได้ทุกครั้ง คอลแล็บมาแล้วกับทั้งแบรนด์แฟชั่นด้วยกันยันร้าน KFC การ์ตูนญี่ปุ่นระดับตำนานอย่าง One Piece, Naruto และ Dragon Ball จนถึงแบรนด์ปลั๊กไฟและน้ำอบไทย  

และ Carnival ก็เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้คอลแล็บกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Adidas และ Asics ไม่เพียงเท่านั้นตอนนี้ยังขยับมาทำโปรดักต์ของตัวเองที่ก็ได้รับความนิยมล้นหลาม มีคนรอต่อคิวซื้อจน sold out ทุกคอลเลคชั่น ที่สำคัญคือ Carnival เติบโตขึ้นทุกปี  

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นร้านขายสนีกเกอร์ Converse พื้นที่ 9 ตรม.ในสยามสแควร์เมื่อปี 2011 ด้วยทุน 500,000 บาทปัจจุบัน Carnival กลายเป็นร้านมัลติแบรนด์ซึ่งสามารถทำรายได้ที่หลักร้อยล้านและฟาดกำไรหลักสิบล้าน ทั้งยังเพิ่งขยายแบรนด์ไปสู่ Carnival Golf และกำลังจะทำ Carnival Running ที่ว่ามาทั้งหมดนี้ก็น่าจะบอกได้ว่า Carnival คือแบรนด์สตรีทแฟชั่นที่แข็งแกร่งที่สุดในไทย ณ เวลานี้  

โอกาสนี้เราจึงได้พูดคุยกับ ปิ๊น-อนุพงศ์ คุตติกุล ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Carnival ที่เป็นผู้ปลุกปั้นแบรนด์และบิลด์โพรไฟล์ของ Carnival มาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้อาศัยแค่ความเอาจริงเอาจังในสตรีทแฟชั่น แต่ยังต้องอาศัยความแม่นยำทั้งในการเลือกสรร สร้างสรรค์ สื่อสาร และการบริหาร ในการพาธุรกิจให้เติบโตยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับคาแรกเตอร์ที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน เราลองมาอ่านเรื่องราวและความคิดของเขากัน!

 


จากงานประจำ สู่การทำร้านขายสนีกเกอร์ 

 “ตั้งแต่ตอนทำงานประจำครั้งแรก เราก็รู้สึกอยากมีบริษัทเป็นของตัวเองมากกว่า เราจะได้กำหนดอะไรต่างๆ และทำในสิ่งที่เราอยากทำได้ แต่มันก็ไม่ได้ชัดเจนขนาดว่ามันจะต้องเมื่อไหร่ พอเริ่มทำงานและเริ่มรู้แล้วว่าอยากทำก็เอาเป็นเป้าหมายไว้ แต่ไม่ได้กำหนดว่าเมื่อไหร่ แล้วพอเราทำงานประจำมาได้หลายปีประมาณนึงก็รู้สึกว่าอยากทำธุรกิจ เพราะอยากมีรายได้เสริม อยากมีอะไรทำ เพราะทุกเสาร์อาทิตย์เราว่าง เราก็อยากเปิดร้านสักร้านนึง  

 “ด้วยความที่ชื่นชอบในแฟชั่นและสนีกเกอร์ เราก็เลยเปิดร้าน Carnival ขึ้นมากับเพื่อนๆ ที่ชอบอะไรเหมือนๆ กัน ก็เริ่มจากการขายรองเท้า Converse อย่างเดียวเลย แต่ก็ยังไม่ได้ออกจากงานประจำ ซึ่งพอเปิดปุ๊บ ปรากฏว่าธุรกิจมันดี ขายได้สักประมาณปีกว่าๆ เราก็เลยตัดสินใจออกจากงานประจำมาทำธุรกิจเต็มตัว” 

 “ตอนนั้นเราทำธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ รถเช่า เป็นผู้บริหารของบริษัท ซึ่งมันก็ไม่ได้รู้สึกว่าถึงกับไม่อินหรือไม่ใช่เลยนะ มันก็เป็นสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน ณ ตอนนั้น เพียงแต่ว่าพอ Carnival เริ่มไปได้ดีแล้ว เราก็ต้องการให้เวลากับมันมากขึ้น”  

 “จุดเปลี่ยนสำคัญคือมันเริ่มมียอดขายมากกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน เราก็เลยมองว่าเริ่มสร้างรายได้และน่าจะจ่ายเงินเราได้เท่ากับที่เราทำงานประจำอยู่ แล้วเราประเมินแล้วว่ามันน่าจะรอด” 

 ตอนนั้นเราบินไปหลายประเทศมากๆ ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น อเมริกา ตอนนั้นอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่เราหิ้วของเข้ามาขายด้วยบางส่วน เราก็ไปตามร้านที่มีรองเท้าที่มันหายากๆ แล้วก็เหมามาขาย มันก็สนุกตรงที่ว่าเราไปแต่ละที่ ของมันก็ไม่เหมือนกัน และพอเราหาของยากๆ ได้เราก็ดีใจ พอเอากลับมาขายลูกค้าเค้าก็สนใจ ตื่นเต้นไปกับเรา อันนั้นแหละมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้คนรู้จักร้านเรา”  

 “ถามว่ารู้ได้ยังไงว่าต้องหาจากที่ไหน ก็คือไม่รู้เลย เราก็ไปเดินมั่วๆ เลยว่ามีตรงไหนบ้าง เดินไปเรื่อยๆ ไปแต่ละครั้งก็ใช้เวลาอาทิตย์นึง ถ้าอเมริกาก็ต้องสองอาทิตย์ ตอนนั้นมันยังไม่ได้มีโซเชียลมีเดียอะไรมากมาย เราก็เสิร์ชบ้าง เดินหาเองบ้าง แล้วก็ถามจากคนที่เขาเคยไปบ้าง ก่อนไปเราก็ต้องศึกษาก่อนว่าคนไทยเขาชอบอะไร เขาเล่นอะไร แล้วเราก็ไปหาสิ่งนั้น เราไม่ถึงขนาดที่ว่าเอาของใหม่ที่คนไม่เคยเล่นเลยมา มันก็มีบ้าง แต่ช่วงแรกๆ มันเป็นช่วงที่เรารู้ว่าคนไทยเล่นอะไรแล้วมันไม่มีในไทย เราก็ไปหาจากที่โน่นเข้ามา ช่วงหลังๆ ถึงได้เริ่มนำเข้ารุ่นแปลกๆ เข้ามาซึ่งคนไทยอาจจะไม่เคยเห็น” 

 “เหมือนอย่างตอนที่ยังเรียนอยู่ที่ต่างประเทศ เราก็ไปศึกษามาเหมือนกันว่าคนเขาเล่นเกมอะไรกัน แล้วเราก็เป็นหนึ่งในคนชอบเกม ซึ่งมันจะมีทั้งคนที่เล่นเกมเฉยๆ และซื้อมาเพื่อเก็บ และซื้อมาเพื่อเทรด เราคือประเภทหลังที่เห็นโอกาสในการซื้อมาแล้วขายไป ซึ่งตอนที่เรียนที่ต่างประเทศเราก็ได้เห็นว่าของลิมิเต็ดมันสามารถซื้อมาแล้วขายได้ เราก็เลยลองทำบ้างนั่นแหละ” 


จากร้านสนีกเกอร์ สู่ร้านมัลติแบรนด์ มีโปรดักต์เป็นของตัวเอง และเป็นเจ้าแห่ง collaboration 

 “ถามว่าแบรนด์ Carnival คือตัวเรา 100% เลยไหม? ในช่วงแรกอาจจะใช่ เพราะว่าเราเริ่มจากความชอบของเราก่อน ถ้าเรามองว่ารุ่นนี้เราชอบ เราอยากใส่ ก็น่าจะมีคนที่อยากใส่กับเรา อยากได้เหมือนเรา จนกระทั่งมันเริ่มใหญ่ไปเรื่อยๆ เราไม่ได้ซื้อเฉพาะของที่เราชอบแล้ว เราต้องซื้อของที่ตลาดต้องการ ลูกค้าต้องการด้วย เราจะเอาความชอบส่วนตัว มาทำทั้งธุรกิจทั้งบริษัท ถึงปัจจุบันไม่ได้ เราต้องมีทีมงานวิเคราะห์ว่าความต้องการของตลาดคืออะไร มันเริ่มจากความชอบของเรามากกว่า ในปัจจุบันมันไม่ใช่แค่ความชอบเราแล้ว มันขยับไปถึงคนอีกหลายๆ กลุ่ม 

 “จุดแข็งของเราก็คือ ตอนที่เรายังขายแค่สนีกเกอร์เป็นหลัก เรามีรองเท้าลิมิเต็ดที่คนอื่นอาจจะไม่มี และปัจจุบันเราขยายส่วนจากรองเท้าลิมิเต็ดมาทำแบรนด์ของตัวเอง ก็จะเป็นสิ่งที่เรากำหนดเองได้ สร้างเองได้ มันกลายเป็นว่าจุดแข็งเราเพิ่ม เราสามารถขยายฐานลูกค้าจากคนที่ซื้อรองเท้าเป็นคนที่ซื้อเสื้อผ้า แอคเซสซอรี่ หรือของตกแต่งบ้านได้ด้วย” 

 “เราทำการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์เองด้วย คือจริงๆ มันไม่ใช่ความตั้งใจตั้งแต่ต้นขนาดนั้นหนอก เพียงแต่ว่าพอเราเป็นเจ้าของร้านเอง ขายเอง คุยกับลูกค้าเอง ลูกค้าก็จดจำเราได้โดยอัตโนมัติ เรามีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม คนก็จะเข้ามาคอมเมนต์เข้ามาคุย มันก็เลยกลายเป็นเหมือน the face ของแบรนด์ไป ซึ่งมันก็ถือว่าดีตรงที่ว่า ตอนแรกเราไม่ได้มีงบไปจ้างใครมาเป็นพรีเซนเตอร์ ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้จ้างใครน่ะนะ เราก็ทำเอง ใช้เอง รีวิวเอง คิดว่ามันก็น่าจะเรียลกว่า”  

 “สังเกตได้ว่าเสื้อผ้าของเราก็จะมีความโตขึ้น มีความพัฒนาขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ลูกค้าเราก็โตไปพร้อมเราเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ถึงแม้ซื้อผ้าเราจะโตขึ้น แต่เราก็ไม่ได้มีเสื้อผ้าสำหรับคนอายุเท่าเราอย่างเดียว มันก็ใส่ได้หลากหลาย ในคอลเลคชั่นนึงมันก็มีทั้งเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับเด็กหรือคนที่โตขึ้น มันมีความหลากหลายในตัวแบรนด์ของเรา” 

 “สามสิ่งที่ต้องมีในโปรดักต์ของ Carnival เลย หนึ่งคือคุณภาพ เราหาและดีลกับซัพพลายเออร์จนได้คุณภาพที่ดีที่สุด ก่อนหน้านั้นเราเคยทำออกมาแล้วคุณภาพไม่ได้ต้องทิ้งทั้งล็อตหรือแจกฟรีเลยก็มี เพราะเรามองว่าคุณภาพต้องมาก่อน สองคือต้องมีสตอรี่ มีเรื่องเล่า ซึ่งทั้งเราและทีมก็จะต้องมานั่งคุยนั่งวิเคราะห์กันว่า Carnival จะออกคอลเลคชั่นนี้เพราะอะไร ที่มาที่ไปมันคืออะไร เราก็จะมีเขียนอธิบายทุกครั้งหรือเล่าเรื่องทุกครั้ง สามคือเรื่องของความคุ้มค่า คือในราคาที่เราขาย ลูกค้าจะต้องได้ทั้งคุณภาพ ได้ทั้งสตอรี่ และได้โปรดักต์ที่ตอบโจทย์เขา”  

 “ยิ่งคอลแล็บมากเท่าไหร่ Carnival ก็ยิ่งโตขึ้นมากเท่านั้น การทำงานคอลแล็บมันคือการออกไปเจอคน ได้เจอเพื่อน การทำงานกับแบรนด์แบรนด์นึง เราก็ได้คุยกับเขา ได้รู้ทัศนคติ ได้รู้สตอรี่ของเขา เราทำมันออกมาขาย ลูกค้าตอบรับยังไงเราก็ได้คุยกับลูกค้าอย่างนั้น เหมือนเราเดินทางไปเรื่อยๆ โตขึ้นไปเรื่อยๆ ได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ มีข้อผิดพลาดเราก็เอามาปรับปรุงในการทำคอลแล็บครั้งต่อไป”  


จากแบรนด์ไทยที่สร้างประวัติศาสตร์ สู่การยืนระยะให้ได้อย่างแข็งแรง 

 “สิ่งที่ยากที่สุดในการทำ Carnival คือการ maintain ให้มันคงอยู่ได้ขนาดนี้ในระยะยาว นี่คือสิ่งที่ยากมากๆ แล้วเราก็พยายามทำมันมาโดยตลอด เพราะว่าในวันที่มันขึ้นสุดๆ เลยอะไรแบบนี้ เราก็มองว่ามันไม่มีอะไรแน่นอน แบรนด์มันมีขึ้นและมีลงได้ แล้วเราจะทำยังไงให้แบรนด์มัน stable ไม่ต้องโตแบบก้าวกระโดดก็ได้ ค่อยๆ โต แต่อยากให้อยู่ได้ในระยะยาว ตอนนี้ในแง่ยอดขาย ในแง่จำนวนสาขา มันก็ยังเติบโต แต่อย่างที่บอกว่าในระยะยาวมันไม่มีอะไรแน่นอน ดังนั้นเราไม่ได้อยากให้มันโตแบบพุ่งขึ้นไปเลยแต่ตอนลงก็กระโดดลงมาเลย เราอยากให้เรารักษายอดขายประมาณนี้ไปได้เรื่อยๆ มากกว่า 

 “เรามองขาลงไว้ตลอดเวลา เราจะถามกับทีมงานหรือหุ้นส่วนตลอด ว่าถ้าเราไม่ได้ขายดีเหมือนทุกวันนี้เราจะทำยังไง เราจะสามารถ maintain ทางไหนได้ มันเลยเป็นการตัดสินใจของเราที่กระจายความเสี่ยงไปในหลายๆ โปรดักต์ที่มันถึงกลุ่มคนกว้างขึ้น เช่นตอนนี้เราเปิดตัวแบรนด์ใหม่คือ Carnival Golf และกำลังจะทำ Carnival Running ซึ่งมันก็เป็นกลุ่มกีฬาที่เราไม่เคยไปจับ มันก็เป็นช่วยในแง่กระจายความเสี่ยงของธุรกิจลงไปได้ เกิดสมมติว่าแฟชั่นมันดาวน์ หรือว่าสนีกเกอร์มันดาวน์ลงไป เราก็ยังมีกลุ่มอื่นที่มาทดแทนกันได้” 

 “ที่ชอบเปรียบเทียบการทำธุรกิจกับเกม ก็เพราะเราโตมากับเกม และคิดว่ามันเป็นการเปรียบเทียบที่เห็นภาพชัดดี การทำธุรกิจมันก็เหมือนการเล่นเกม มันมีการเก็บเลเวลที่เราต้องโตไปเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นตอนนี้เราก็คงมาถึงเลเวลที่เราค่อนข้างพอใจ อาจจะอยู่ในระดับที่เราอยู่ได้ในเกม ไม่ได้ตายง่ายๆ แต่ถามว่ามันไปต่อได้มั้ย มันต้องมีไปต่อ มันไม่มีการที่จะเลเวลตันแล้วอยู่แค่นี้ ไปไหนไม่ได้แล้ว มันยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ และยังอยากทำ”  

 “ทุกๆ การออกคอลเลคชั่นใหม่ เรายังคงตื่นเต้นเหมือนวันแรก ทุกวันนี้เวลาจะ launch คอลเลคชั่นใหม่เราก็ยังคอยมาดูว่าเราจะโพสต์กี่โมง เรายังรอดูหน้าโพสต์ ณ นาทีนั้นตลอดทุกครั้ง ว่าเรากำลังจะลงแล้วนะ ช่วยกันแชร์หน่อยซิ ช่วยกันดูหน่อยว่าลูกค้าชอบมั้ย ลูกค้าพูดว่าอะไรยังไง ก็ยังคงดูแบบนี้ทุกคอลเลคชั่นอยู่ เพราะเราไม่ได้คิดว่าทุกคอลเลคชั่นที่เราโพสต์หรือเราขาย จะขายดีหรือมีผลตอบรับดีทุกอัน บางครั้งเราทำเพราะเราอยากทำ เราไม่ได้ทำเพราะคิดว่ามันจะขายดีมากด้วยซ้ำ บางคอลเลคชั่นมันสนุกที่ได้ทำ มันเป็นการสร้างอะไรใหม่ๆ มากกว่า เพราะฉะนั้นมันก็ยังลุ้นอยู่ทุกครั้งว่าผลจะออกมาดีหรือไม่ดี 

 “เราไม่ได้อยากแมสแบบมีทุกห้าง เดินไปทางไหนก็เจอ เรายังอยากให้เราอยู่กับกลุ่มคนที่ชอบและเข้าใจในสิ่งที่แบรนด์เราทำ positioning ของเรามันเป็นแบบนี้ตั้งแต่วันแรกอยู่แล้ว เรารู้อยู่แล้วว่าการแมสหมายถึงว่าแบรนด์นี้จะอยู่ไม่ได้นานแน่นอน”   

 “วันหนึ่งเราอาจไม่ใช่แบรนด์ที่ขายดีที่สุด แต่เราจะเป็นแบรนด์ที่มีประวัติศาสตร์ เราเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้คอลแล็บกับ Adidas กับ Asics แล้วก็ได้ทำกับ H&M และอีกหลายสิบแบรนด์เลยที่ในเมืองไทยยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คิดว่าคนก็น่าจะรู้จักเราในฐานะ คนที่ทำแบรนด์แล้วสามารถทำให้อะไรหลายๆ อย่างเกิดขึ้นในเมืองไทย ผมว่ามันก็น่าจะจดจำ เป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเรา” 

 “ในตอนนี้ เราสนุกกับการได้เซอร์ไพรส์ลูกค้า การที่คนไม่คาดคิดว่าเราจะได้ทำ เราชอบที่ได้เห็นเขาตื่นเต้นกับสิ่งที่เราทำ สิ่งที่ Carnival ทำในทุกวันนี้ไม่ได้เอาเงินมาเป็นอันดับหนึ่งในทุกโปรเจกต์ สมมติว่าทำโปรเจกต์นึงได้กำไรหนึ่งล้าน แต่เราถ่ายลุคบุ๊กไปสองล้านแล้วอะไรแบบนี้ มันมีหลายโปรเจกต์ที่เป็นแบบนั้น แต่ว่าไม่ใช่ทุกอัน ไม่งั้นเราก็คงขาดทุน แต่โปรเจกต์เหล่านั้นแหละ มันตอบแทนกลับมาด้วยแบรนดิ้ง ด้วยชื่อเสียง เพราะฉะนั้น พอเงินไม่ใช่ตัวตั้งอันดับหนึ่งมันทำให้เราเลยมีโอกาสได้ทำหลายๆ อย่างที่เราสนุกกับมัน แต่เราก็ต้องดูหลังบ้านด้วยว่ามีโปรเจกต์ไหนที่ทำเงินมากพอให้เราอยู่ได้ แล้วเราก็ค่อยเอาเวลาไปทำโปรเจกต์อื่นๆ ต่อ” 

 “สำหรับแฟนๆ ของ Carnival น่าจะต้องบอกว่าขอบคุณ เราโชคดีที่เราเกิดเป็นแบรนด์ไทยแล้วคนไทยก็พร้อมสนับสนุนแบรนด์ไทย ด้วยเงินก้อนเดียวกันกับที่เขาสามารถซื้อเสื้อจากแบรนด์ต่างประเทศได้ แต่เขากลับเอามาซื้อของแบรนด์ไทย ซึ่งสิ่งนี้อาจไม่ได้เกิดขึ้นกับแบรนด์ในประเทศอื่นก็ได้  


[Quick bite] - คุยเล่นนอกเวลางานกับ อนุพงศ์ คุตติกุล

Carnival คอลแล็บมาแล้วกับทั้งหมดกี่แบรนด์ 

โห ไม่ได้นับเลยครับ แต่น่าจะเกิน 100 แบรนด์ บางทีมันก็เป็นสินค้าเล็กๆ อย่างเช่น ปลั๊กไฟ พาวเวอร์แบงค์ เราก็นับเป็นหนึ่งแบรนด์ ดังนั้นปีหนึ่งๆ เราคอลแล็บกับ 20-30 แบรนด์ก็มี 


ยังมีโปรดักต์ไหนที่ยังไม่เคยได้คอลแล็บและอยากลองร่วมงานสักครั้ง 

Real Estate ครับ คือเราทำของพวกไลฟ์สไตล์ ของแต่งบ้านอยู่แล้ว มันก็อาจจะออกมาเป็นบ้านที่ตกแต่งเป็นธีม Carnival หมดเลย มันก็มีความเป็นไปได้ 


ถ้ามองว่าแบรนด์เป็นคน คู่แข่งที่น่าสนใจของ Carnival เป็นคนแบบไหน  

คนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์แปลกๆ แหวกๆ หรือทำอะไรที่คนไม่เคยทำมาก่อน มีความคิดที่ไม่เหมือนใคร คนเหล่านี้น่าจะเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว  


ทุกการแต่งตัวออกจากบ้านของคุณ จำเป็นต้องผ่านการคิดมากน้อยแค่ไหน 

ในช่วงปีแรกๆ ที่ทำ Carnival เราคิดทุกวันว่าจะใส่อะไร แต่ 10 ปีหลังมากนี้น้อยมากที่จะคิด ใส่แทบจะซ้ำๆ กันเกือบตลอดเพราะเราไม่มีเวลา  


ส่วนใหญ่แล้วนักธุรกิจมักจะมาพร้อมภาพการผูกไทด์ใส่สูท มีซีเนริโอไหนบ้างที่จะทำให้คุณผูกไทด์ใส่สูทได้  

 งานแต่งงาน กับงานศพ  


ท็อป 5 แบรนด์ที่ชอบที่สุดของคุณคืออะไร 

 ถ้าเป็นรองเท้าก็อาจจะเป็น Asics, Hoka, Mizuno, Nike, Adidas ไม่เรียงลำดับนะ 


ท็อป 5 โปรเจกต์คอลแลบอเรชั่นที่ชอบที่สุดคืออะไร 

1. KFC มันเปิดให้เราไปทำอะไรได้หลายอย่างมากๆ  

2. Adidas เพราะ Adidas อยู่ในเมืองไทยมาหลายสิบปีแล้ว ไม่เคยทำคอลแล็บกับแบรนด์ไทยเลย”  

3. H&M คือเราเคยไปต่อคิวซื้อเสื้อผ้าที่ H&M เขาคอลแล็บกับแบรนด์ต่างประเทศมาแล้ว และวันนึงเราได้เป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ H&M เลือกไปทำคอลแล็บ มันเลยเป็นความทรงจำที่เราประทับใจ  

4. Bar B Q Plaza คือเราก็กินตั้งแต่เด็ก และมองว่าถ้าเราได้ทำก็น่าจะสนุก  

5. FC Online เราเล่นเกมฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และไม่เคยคิดเลยว่าวันนึงเสื้อฟุตบอลที่เราออกแบบมันจะไปอยู่ในเกมได้ แล้วก็มีเสื้อตัวนั้นขายจริงๆ  

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik