High Profile

บทเรียนที่ กวี ชูกิจเกษม ได้เรียนรู้จากการทำงานมาทั้งชีวิต จนมีอิสรภาพทางการเงินได้ตอนอายุ 45 และเป็นนักลงทุนสาย VI แนวหนาของไทย

28 ส.ค. 2568

The Futurist

ถ้าคุณค้นหาชื่อของ กวี ชูกิจเกษม ในเสิร์ชเอนจิ้น ผลลัพธ์ของการค้นหาอาจจะออกมาประมาณนี้

นักวิเคราะห์ที่ได้รับการยอมรับระดับประเทศ

ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน)

ผู้เขียนหนังสือ เพาะหุ้นเป็น เห็นผลยั่งยืน

นักลงทุนสาย VI แนวหน้าของไทย

หลายคนที่อยู่ในแวดวงการลงทุนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาเขากว่านั้น ในฐานะหนึ่งในผู้ดำเนินรายการ Pi Daily Strategy ที่เขาไลฟ์ในช่องทางเฟซบุ๊กเป็นประจำ บางคนอาจรู้จักเขาในการสัมมนาเกี่ยวกับพอร์ตกองทุนที่จัดขึ้นทุกเดือน หรือถ้าเป็นเด็กรุ่นใหม่ที่สนใจเรื่องอิสรภาพทางการเงินหน่อย อาจเคยได้ยินเสียงเขาในช่องยูทูบที่กวีทำคอนเทนต์เรื่องนี้อย่างลงลึก 

นั่นคือปัจจุบันของ กวี ชูกิจเกษม ที่ทุกคนเห็น แต่น้อยคนอาจจะรู้ว่า ก่อนจะมาเป็นนักวิเคราะห์ตัวท็อปของประเทศแบบในทุกวันนี้ กวีคือศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์มาก่อน เขาโตมากับภาพของคุณพ่อที่ชอบดีดลูกคิด หลงใหลในศาสตร์และศิลป์ของการคำนวณ จนเมื่อเรียนจบ เขาก็ตัดสินใจเบนสายจากงานโรงงานเข้าสู่โลกของตัวเลขเต็มตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือ กวีตั้งเป้าหมายไว้ตั้งแต่เริ่มทำงานแรกว่า เขาอยากเป็นนักวิเคราะห์การลงทุนที่มีคนฟัง และอยากมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 45 รู้ตัวอีกที เขาก็ทำสำเร็จได้ตามเป้า แต่แน่นอนว่า ระหว่างทางที่ผ่านมานั้นไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ

บ่ายนี้ที่ตึกของบริษัทหลักทรัพย์พาย The Futurist ขอนั่งคุยกับกวี สนทนากันเรื่อง Profile แต่ละตำแหน่งที่เขาเคยตลอดเส้นทางการทำงานที่ผ่านมา ไขข้อสงสัยว่า กว่าจะมาเป็น กวี ชูกิจเกษม แบบทุกวันนี้ เขาผ่านอะไรมา เสียอะไรไป และได้เรียนรู้อะไรบ้าง    

 


 Profile #1 :  วิศวกรฝ่ายขาย

นักวิเคราะห์หุ้นฯ ระดับประเทศอาจเป็นบทบาทที่ใครหลายคนรู้จักกวี แต่มีเรื่องไม่ลับแต่หลายคนอาจไม่เคยรู้ คืองานแรกของเขาไม่ได้อยู่ในแวดวงการเงินหรือการลงทุนเลย หากรายล้อมไปด้วยเครื่องจักรและเหล่าวิศวกร

“เราเรียนจบวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเคมี ตอนเลือกคณะยังเด็ก เราไม่รู้หรอกว่าชอบหรือไม่ชอบ แต่พอเรียนมาได้ 4 ปีเรารู้ตัวว่าไม่ได้ชอบงานโรงงาน แต่เป็นสายชอบคุย ชอบพรีเซนเทชั่น ชอบไปเจอลูกค้า ก็เลยไม่ไปเป็นวิศวกรในโรงงานแต่เลือกสมัครเป็น Sales Engineer ในบริษัทขายเหล็กของสวีเดนบริษัทหนึ่ง 

“เราขายเหล็กเกรดพิเศษให้กับโรงงานปูนต่างๆ ทำงานสนุกนะ เพราะได้ไปต่างจังหวัด แต่ทำแค่ 6 เดือน เราก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวตนของเรา เลยขอครอบครัวไปเรียนต่อปริญญาโทสายบริหารธุรกิจ เพราะเป็นคนชอบพูดคุย ชอบการตลาด แต่พอเริ่มเรียนคลาสปรับพื้นฐาน ปรากฏว่าเรากลับชอบงานสายตัวเลขมากกว่า ซึ่งวิชาที่ชอบที่สุดคือวิชาการเงิน

“ตอนเรียนที่อเมริกา โลกของการลงทุนของเขาซับซ้อนและไปไกลกว่าบ้านเรามาก ตลาดหุ้นเขาเปิดมาเป็น 200 ปีแต่เราเพิ่งเปิดมา 10 กว่าปี เลยทำให้เรามีความใฝ่ฝันว่าอยากเข้ามาในยุคที่กำลังพัฒนา ประกอบกับความชอบเรื่องตัวเลขของเราด้วย พอได้เข้ามาอยู่ในโลกของการลงทุนซึ่งเต็มไปด้วยความเร็ว เห็นภาพสินทรัพย์แต่ละตัวที่มีขึ้นลงและสัมพันธ์กัน มันยิ่งทำให้เราสนุกกับการจินตนาการ

“หลังเราเรียนจบเป็นช่วงก่อนเกิดปรากฏการณ์ต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นธุรกิจการเงินและธุรกิจโบรกเกอร์เริ่มบูม ตลาดหุ้นกำลังขึ้นไปที่ 1,780 จุด มีมูลค่าประมาณ 8,000 ล้านซึ่งถือว่าเยอะในสมัยนั้น พอกลับมาประเทศไทย เราไม่คิดอะไรเลยนอกจากจะไปสมัครงานบริษัทโบรกเกอร์อย่างเดียว สมัครอยู่หลายบริษัทสุดท้ายก็ได้งาน”

 

Profile #2 : นักวิเคราะห์ (ที่อยากมีคนฟัง)

ถ้านับเฉพาะโลกของการเงินการลงทุน ตำแหน่งนักวิเคราะห์นี่แหละคืองานแรกของกวี ซึ่งมองย้อนกลับไปแล้วก็เป็นงานที่โหดหินเอาการ เพราะนอกจากจะเป็นแวดวงใหม่ที่เขาต้องปรับตัวอย่างหนัก  งานนักวิเคราะห์เมื่อหลายสิบปีก่อนไม่ได้มีสิ่งอำนวยความสะดวกเหมือนนักวิเคราะห์สมัยนี้ 

“เราเข้าไปในตำแหน่งนักวิเคราะห์ ข้อเสียของนักวิเคราะห์สมัยก่อนคือเราไม่ค่อยมีใครสอน เพราะเป็นช่วงแรกๆ ที่ตลาดหุ้นเปิด การลงทุนเรื่องหุ้นไม่ได้ก้าวหน้าแบบในทุกวันนี้ มันเลยกลายเป็นว่ารุ่นของเราเป็นรุ่นแรกๆ ของวงการนักวิเคราะห์หุ้น เรานั่งทำโมเดลหุ้นกันเอง เขียนบทวิเคราะห์กันเอง สมัยก่อนไม่มีกูเกิล เวลาหาข้อมูลก็ต้องนั่งแท็กซี่ไปกระทรวงพาณิชย์ ตอนเช้าก็ต้องนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ นั่นคือยุคแรกของการวิเคราะห์หุ้น

“ตอนทำงานนี้วันแรก เราตั้งเป้าหมายชีวิตไว้ 2 เรื่อง เรื่องแรกคือเราอยากมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 45 ปี เรื่องที่ 2 เรื่องเราอยากเป็นนักวิเคราะห์ที่มีคนฟัง 

“เราคิดว่าถ้าเราทำข้อ 2 ให้สำเร็จได้ ข้อแรกก็จะสำเร็จได้เร็วเหมือนกัน เราเลยมุ่งไปที่การพัฒนาตัวเองให้เป็นนักวิเคราะห์ที่เก่งที่สุดก่อน แต่เราจะเก่งกว่าพี่ๆ ที่อยู่ในวงการมาหลายปีได้ยังไง เราก็คิดถึงการทำงานให้มากกว่าเขา 

“สมัยก่อนข้อมูลข่าวสารยังไม่เข้าถึงได้รวดเร็วเหมือนสมัยนี้ เราต้องติดตามสถานการณ์จากการอ่านหนังสือพิมพ์ เราตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวัน มาถึงออฟฟิศตี 5 เพื่อให้มีเวลาเตรียมอัพเดตตลาดหุ้นจากข่าวตอน 8 โมงเช้า ทุกวันเราตื่นเร็วกว่าคนอื่น และอยู่ดึกกว่าคนอื่น เราไม่เคยเห็นแสงตะวันเลยเพราะมาทำงานตั้งแต่แดดยังไม่ออก กลับบ้านแดดก็หายไปแล้ว (หัวเราะ) เสาร์อาทิตย์ก็นั่งอ่านหนังสือ หาความรู้ใหม่ๆ

“มองย้อนกลับไปถึงบทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จากงานนี้ เราได้เรียนรู้ว่าการตั้งเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญนะ ไม่ว่าจะทำงานที่ไหน เราต้องรู้ว่าเป้าหมายของเราคืออะไร ถ้าเราอยากเป็นซีอีโอเราก็ตั้งเป้าว่าจะเป็นซีอีโอ เราจะได้มีหนทางชัดว่าเราอยากเป็นอะไร อย่างเราเองไม่เคยคิดอยากเป็นซีอีโอเลย ให้ขึ้นเป็นผู้บริหารก็ไม่เป็น แต่อยากเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานที่ทำมากกว่า”

 


Profile #3 : นักลงทุน

เพื่อจะทำฝันในการมีอิสรภาพการเงินตอนอายุ 45 ปีให้เป็นจริง นอกจากทำงานประจำเป็นนักวิเคราะห์ กวีจึงมีงานเสริมอีกขาเป็นนักลงทุน ซึ่งหากพิจารณาดูแล้ว ชายหนุ่มที่ทำงานกับตัวเลขและการวิเคราะห์การลงทุนมายาวนานแบบเขาน่าจะสวมบทบาทนักลงทุนเองได้สบายๆ 

แต่กวีออกปากว่า นั่นเป็นความคิดที่ผิดถนัด

“หลังจากประสบความสำเร็จกับการเป็นนักวิเคราะห์ เราก็เข้าสู่โลกของการลงทุนไปพร้อมกันเพื่อจะมีอิสรภาพทางการเงิน

“แต่พอเราเวิร์กกับตรงนี้อย่างจริงจัง เราเฟลจนเกือบจะจิตตกไปเลย เพราะตลาดหุ้นมันไม่ได้เป็นแบบที่เราคิด สาเหตุหลักคือปรากฏการณ์ต้มยำกุ้ง คิดดูสิเราซื้อหุ้นที่ 1,700 จุดแล้วมันลงมาที่ 200 จุด ตายห่าแล้วชีวิต 

“ในขณะเดียวกัน เราก็เฟลกับงานประจำเหมือนกัน นั่งคิดทุกวันว่าจะตกงานเมื่อไหร่วะ คงเหมือนเด็กรุ่นนี้ที่กลัวเอไอ ไหนจะภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจนกลัวตกงาน แต่นี่คือโจทย์ที่เราเจอมาตั้งแต่อายุ 25 แล้ว เราเห็นเพื่อนๆ โดนซองขาว โบรกเกอร์อื่นๆ ปิดเกินครึ่ง แผนกรีเสิร์ชก็โดนประท้วงว่าควรจะถูกไล่ออกให้ออกเพราะไม่ทำรายได้ให้กับบริษัท 

“เรามาถึงจุดที่เราเฟลหมดทุกอย่าง แต่มันก็ยังมีความโชคดีอยู่ เพราะตอนนั้นเราอยู่บริษัทหลักทรัพย์โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ทุนหนา ทำให้ไม่โดนปิดกิจการและไม่ได้ไล่ใครออก การทำงานที่นั่นยังสอนให้เราเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานที่ตรงเวลา มีเป้าหมาย มีวินัย และมีความขยัน

“ความขยันและวินัยสำคัญมากในการทำงาน อาจจะสำคัญกว่าความฉลาดด้วยซ้ำ เราเจอคนฉลาดมาเยอะ และเราคิดว่าตัวเองไม่ได้ฉลาดกว่าใครแน่ๆ ในสายการลงทุนนี้ แต่ถามว่าเรามาถึงทุกวันนี้ได้ไง อาจเป็นเพราะความขยัน ขยันถึงขั้นที่ว่าถ้าไม่มีใครพรีเซนต์งาน ฉันพรีเซนต์เอง ถ้ามีนักวิเคราะห์ลาออกแล้วมีเซกเตอร์ที่ไม่มีใครวิเคราะห์ เราก็จะทำ และทำอย่างละเอียดมาก เราวิเคราะห์หุ้นได้แม่นจนธนาคารกสิกรไทยสนใจชวนเราไปทำงานด้วย มันไม่ใช่เพราะว่าเราเก่งหรอกแต่เพราะเราขยัน

“การทำงานที่นั่นทำให้เราเรียนรู้เรื่องหนึ่งคือ เราอยากเป็นคนแบบไหนในการทำงาน เรามีการแบ่งประเภทของมนุษย์เป็น 4 ประเภทตามแกนที่คิดขึ้นเอง ไม่มีตำราไหนบอก 

“2 แกนจะไขว้กัน แกนแนวนอนคือฉลาดกับโง่ แกนแนวตั้งคือถ่อมตัวกับอีโก้สูง คุณจะเป็นแบบไหนล่ะ ถ้าคุณโง่แล้วอีโก้สูง คุณคิดว่าคุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตไหมถ้าคุณเป็นแบบนี้ โง่แล้วถ่อมตนยังโอเคเพราะรู้ว่าตัวเองโง่แล้วต้องพัฒนาตัวเองยังไง หรือควรจะไปหางานอื่นทำ ยังไงก็ตาม ความโง่หรือความฉลาดมันก็ขึ้นอยู่กับว่าเราเปรียบเทียบกับใคร คนโง่ในสายงานหนึ่งอาจจะฉลาดในอีกสายงานก็ได้

“ในขณะเดียวกัน ถ้าฉลาดแล้วอวดเก่งอาจจะยังพอไปได้ อาจเป็นซีอีโอก็ได้แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสำเร็จทุกคน แต่ลองคิดดู ถ้าคุณฉลาดแล้วถ่อมตัวคุณจะไปได้ถึงขนาดไหน ความถ่อมตัวเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมี การไม่อีโก้สูงมันทำให้เราเรียนรู้ได้เยอะ สุดท้ายแล้วไม่ว่าคุณจะโง่หรือฉลาด ถ้าคุณถ่อมตัว คุณจะอยู่ได้”

 

Profile #4 : นักลงทุนสาย VI

VI หรือ Value Invesment คือการลงทุนแบบคุ้มค่าที่กวียึดถือเป็นแนวทางการลงทุนของตัวเอง  เขาคือคนแรกในประเทศไทยที่บุกเบิกให้การลงทุนแบบนี้เป็นที่รู้จัก และแทบจะเป็นคนเดียวของประเทศในตอนนี้ คำถามสำคัญคือ อะไรล่ะที่ทำให้เขาค้นพบและเลือกเส้นทางนี้?

“ช่วงเวลาที่ลงทุนแล้วเฟล มันทำให้เราคิดว่า เราเหมาะจะลงทุนกับอะไรดี เราเรียนรู้ว่าโลกของการลงทุนไม่ได้มีนักลงทุนประเภทเดียว เหมือนกับคนเราไม่ได้มีคนประเภทเดียว

“เราแบ่งนักลงทุนเป็น 4 แบบ คือนักลงทุนเพื่อเก็งกำไร, นักลงทุนสายกลยุทธ์ (Momentum Investor) และนักลงทุนสาย Value Investor หรือ VI ที่สนใจในหุ้นคุณค่า แล้วมาดูว่าเราเก่งเรื่องไหน 

“เมื่อก่อนเราเป็นนักวิเคราะห์ เราคิดว่าเราน่าจะเก่งเรื่องเก็งกำไร แต่จริงๆ แล้ว ด้วยความเป็นคนถ่อมตัว เราอาจจะไม่เก่งด้านนี้เลย จากนั้นเราก็มาเจอว่า จริงๆ มันมีโลกของการลงทุนอีกแบบที่ลงทุนแบบเป็นเจ้าของกิจการ เป็นการลงทุนในหุ้นของบริษัทหนึ่งแล้วรอแบ่งปันผล เราไม่สนใจว่าไตรมาสหน้าหุ้นบริษัทนี้จะเป็นเท่าไหร่ แต่สนใจว่าอีก 10 ปีบริษัทนี้จะยังอยู่ไหม นี่คือการลงทุนสาย VI

“มองย้อนกลับไป ช่วงที่เราดาวน์ที่สุดคือช่วงที่เราหาตัวตนได้ง่ายที่สุดนะ ช่วงดาวน์ที่แหละเป็นช่วงที่เราได้รู้สักทีว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนยังไง และสุดท้ายแล้ว ความมีวินัย อดทน ขยัน ที่เราได้เรียนรู้จากการทำงานนักวิเคราะห์ก็สามารถนำมาใช้ในโลกการลงทุนได้ เพราะการลงทุนต้องมีวินัย อดทน ขยันหาความรู้เหมือนกัน

“เราพยายามจะบอกเด็กรุ่นใหม่ว่า จงทำงานหนัก อย่าหวังรวยกับการลงทุนอย่างเดียว คนที่เขาทำงานเขาจะตั้งใจทำงานจริงๆ เขาไม่ได้คิดว่าเขาจะรวยจากหุ้น ซึ่งคนที่รวยจากลงทุนจริงๆ เลยมีนะ ไม่ใช่ไม่มี แต่มันก็อาศัยความโชคดีเหมือนกัน เพราะฉะนั้น เราคิดว่าถ้าคุณเชี่ยวชาญด้านไหนคุณทำไป เพราะถ้าคุณไม่เก่งการทำงาน คุณจะหาเงินจากไหนมาลงทุน แล้วจริงๆ คนที่รวยจากหุ้น เราถามจริงๆ เถอะ มีใครไม่มีงานประจำทำบ้าง อย่างบิล เกตส์ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก ทำงานทุกวันอยู่ไหม เขาก็ยังทำงานอยู่”

 


Profile #5 : ผู้ให้ความรู้

หากไม่ได้ทำงานในสายการลงทุน กวีออกปากว่า ความฝันอีกอย่างของเขาคือการเป็นครู

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แม้จะไม่ได้เดินตามความฝันนั้น แต่สุดท้ายชีวิตก็ขีดเส้นทางให้เขามาเป็น ‘ครู’ หรือผู้ให้ความรู้จนได้

แน่นอน เขาสอนสิ่งที่เขารู้จัก นั่นคือเรื่องตัวเลขและการลงทุน และนักเรียน(ที่เขาคาดหวัง) คือคนไทยทุกคน

“หลังอายุ 45 เราทำเป้าหมายที่ว่าไว้สำเร็จทั้งสองอย่าง ทั้งเป็นนักวิเคราะห์ที่มีคนฟังและมีอิสรภาพการทางเงิน 

“เราเคยคิดว่า พอเรามีอิสรภาพทางการเงินแล้วเราก็ลาออกได้ แต่เจ้านายที่เก่าไม่ให้ลาออก ให้เรา leave without pay ไปก่อน ชีวิตช่วงนั้นไม่ได้ทำอะไรมาก ตื่นเช้ามาอาบน้ำแปรงฟัน เดินห้าง ดูหนัง อ่านหนังสือ กินกาแฟ รับลูก กลับบ้าน นอน อยู่อย่างนี้ได้ 1-2 อาทิตย์ก็กลับมาทำงานเหมือนเดิม ตอนนั้นเราก็เข้าใจแล้วว่าเราหยุดทำงานไม่ได้หรอก

“เพราะเราทำเป้าหมายทั้ง 2 ของเราสำเร็จไปแล้ว เราเลยตั้งเป้าหมายใหม่ว่าเราอยากช่วยสังคม อยากให้คนไทยทุกคนมีอิสรภาพทางการเงิน ประกาศประโยคนี้กลายเป็นคำขวัญในช่อง Youtube ของตัวเอง ตอนแรกเราเปิดคลาสสอนแต่คิดว่าทำแค่นั้นคงไม่พอ เราจึงเปิดเพจเฟซบุ๊กและ Youtube ถ่ายและตัดต่อวิดีโอเอง เขียนแคปชั่นเอง รับงานวิทยากรเพราะอยากให้ความรู้กับคนอื่น และหากมีรายได้จากคลาสอบรมเหล่านี้ เราก็จะบริจาค 

“คำว่าอิสรภาพทางการเงินเป็นคำที่น่าสนใจ ทุกคนมีสินทรัพย์ไม่เท่ากัน แต่ความหมายของคำว่าอิสรภาพทางการเงินมีแค่ความหมายเดียว คือคุณจะใช้ชีวิตโดยไม่มีเรื่องทางการเงินมาเป็นปัญหาในอนาคตได้อย่างไร คำถามที่น่าสนใจคือถ้าไม่มีเงินเลย เรามีอิสรภาพทางการเงินได้ไหม จริงๆ ถ้าคิดแบบสุดโต่งเราก็สามารถมีได้ด้วยการไปอยู่วัด เพราะฉะนั้น เราคิดว่าหลายคนในประเทศไทยตอนนี้ก็มีอิสรภาพทางการเงินได้โดยที่เขาไม่รู้ตัว แต่ที่เขาไม่มีคือมีบางอย่างที่เป็นอุปสรรคขัดขวางเขาอยู่ อาจเป็นความไม่มั่นใจ หรือค่าใช้จ่ายไม่จำเป็นที่เยอะเกินไป 

“ที่เราอยากให้คนอื่นมีอิสรภาพทางการเงิน เพราะเราคิดว่าถ้าคนไทยมีอิสรภาพทางการเงินเยอะๆ สุดท้ายมันก็จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศได้มากเลย หลายครั้งที่เราเห็นคอมเมนต์ในเฟสบุ๊กหรือยูทูบ จำพวกที่ว่า ‘วันนี้หนูมี10 ล้านแรกได้เพราะพี่’ หรือบางครั้งเราเจอคนในคลาสเดินมาขอบคุณแล้วบอกว่า‘ถ้าไม่ใช่เพราะพี่วี ผมคงไม่รีบปลดหนี้’ มันมีเคสเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่เขาสำเร็จ ซึ่งไม่ได้เกิดจากเราหรอก มันเป็นเพราะเขาลงมือทำเองล้วนๆ แต่อาจเป็นความคิดของเราที่จุดประกายเขาขึ้นมา แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว”

 

Profile #6 : ประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน

กวีเคยคิดว่า เมื่อเขาทำเป้าหมายในการมีอิสรภาพทางการเงินตอนอายุ 45 ปีสำเร็จ เขาจะไม่ต้องทำงานอีก

แต่อย่างก็ที่เขาเล่าให้เราฟังมาก่อนหน้านี้ ชีวิตหลังเกษียณนั้นจำเจและน่าเบื่อเกินไป เขาค้นพบตัวเองว่าอยากทำงานต่อ และไม่น่าเชื่อว่า การทำงานต่อจะทำให้เขาค้นพบและได้เรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ

ชีวิตคือการเรียนรู้ที่ไม่เคยจบสิ้น กวีเชื่ออย่างนั้น

“ตอนนี้เราทำงานอยู่ที่บริษัทบริษัทหลักทรัพย์พาย จำกัด (มหาชน) ทำมาได้ 3 ปีแล้ว ตำแหน่งคือประธานเจ้าหน้าที่สายการบริหารพอร์ตการลงทุน แต่ทำแทบจะทุกอย่างในบริษัทนี้แล้ว (หัวเราะ) อาจเป็นนิสัยตั้งแต่ตอนทำงานแรกๆ ที่เราไม่เกี่ยงงานเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นความโชคดีนะ เพราะเราได้เรียนรู้ทุกอย่างเลย พอเราทำอะไรได้ดีก็มีคนอยากทำงานแบบเราต่อ แล้วเราก็ไปหาสิ่งใหม่ๆ ทำ 

“ถ้าให้วิเคราะห์ดู สิ่งหนึ่งที่เราคิดว่าเราถนัดคือการปั้นแบรนด์ อย่าง บล.พายเอง ก่อนหน้านี้อาจจะมีคนรู้จักน้อย โชคดีที่มีโลกโซเชียลที่ทำให้เราคิดตกตะกอนได้ว่า มันยังไม่มีโบรกเกอร์ไหนเลยที่เล่าข่าวหุ้นได้แบบสรยุทธ์ เพราะฉะนั้นเราต้องเป็นสรยุทธ์ในวงการนี้ เล่าเรื่องหุ้นและนำเสนอบทวิเคราะห์ในแบบที่ไม่มีใครเล่า แล้วดูว่ามันจะปังไหม กลายเป็นว่ามันก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นมาและทำให้แบรนด์พายเป็นที่รู้จัก หลังจากนั้นทุกโบรกฯ ก็ทำออกมาเต็มไปหมด

“บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้จาก บล.พาย คือการปรับตัว เราคิดว่าการปรับตัวให้เข้ากับงานสำคัญกว่าการปรับงานให้เข้ากับเรา ถึงจะเป็นโบรกเกอร์เหมือนกันแต่ทรัพยากรไม่เหมือนกันเลย เราต้องปรับตัวให้เข้าหาทรัพยากรที่มี ไม่ใช่เรียกร้องสิ่งที่ที่ทำงานเก่าอาจจะมีแต่ที่นี่ไม่มี อย่างก่อนหน้านี้เราทำที่กสิกร มีทรัพยากรเพียบ อยากทำอะไรก็ทำได้หมด ในขณะที่ บล.พาย เราจะหวังให้มีทรัพยากรแบบเดิมแล้วประสบความสำเร็จไม่ได้ เพราะทรัพยากรของแต่ละที่ไม่เหมือนกัน นั่นคือที่มาของการนำเสนอบทวิเคราะห์ในรูปแบบที่แตกต่างจากคนอื่น แม้จะไม่การันตีว่าสำเร็จแต่มันเป็นสิ่งที่เราต้องลอง ถ้าไม่สำเร็จก็หาทางใหม่และเปลี่ยนรูปแบบไปเรื่อยๆ

“มองไปยังอนาคต เราเคยมีความฝันมากมายหลังเกษียณ อยากไปนั่งกินกาแฟบนภูเขา อยากไปเที่ยวรอบโลก แต่สุดท้ายความฝันเหล่านั้นก็ถูกลบทิ้งไปหมดแล้ว สุดท้ายความฝันของเราตอนนี้เหลือแค่ว่าจะทำยังไงให้สังคมไทยดีขึ้น เราจึงอยากทำงานไปเรื่อยๆ เพื่อให้คนไทยมีอิสรภาพทางการเงิน นั่นคือความฝันส่วนรวม อีกความฝันที่เป็นความฝันส่วนตัวซึ่งไม่ใช่ความฝันอะไรยิ่งใหญ่ คือจะทำยังไงให้สินทรัพย์ของเราต่อยอดไปได้เรื่อยๆ และให้ลูกของเราดูแลต่อได้ยังไง”

 

[Quick bite] - คุยเล่นนอกเวลางานกับ กวี ชูกิจเกษม

8 เรื่องที่คุณอาจไม่เคยรู้เกี่ยวกับนักลงทุนสาย VI หนึ่งเดียวในไทย


1. วิธีระบายความเครียด

 อ่านหนังสือ


2. หนังสือแนวที่ชอบอ่าน

แนวปรัชญาและประวัติศาสตร์ เพราะรู้สึกว่ามันต้องโฟกัสมาก เล่มโปรดคือ Sapiens: A Brief History of Human Kind


3. ชอบทำสมาธิด้วยการ

วิ่งหรือเดิน ถ้าจะไปไหนในระยะไม่เกิน 5 กิโลเมตรเราจะเดินไปหมด สำหรับเรามันคือการนับก้าว ทำให้ฝึกความอดทนและความมีวินัย


4. ตำแหน่งงานที่ชอบที่สุด

Head of Research เพราะเป็นตำแหน่งที่เรารัก


5. ถ้าไม่ได้เติบโตในสายงานปัจจุบัน จะเติบโตในสายงานไหน

ชอบกินกาแฟ จึงมีแพสชั่นในการบริหารร้านกาแฟ ถ้าไม่ได้เติบโตในสายนักวิเคราะห์ก็อาจจะมาเส้นทางนี้เต็มตัว


6. กาแฟที่ชอบดื่ม

มอคค่า เพราะมีส่วนผสมของช็อกโกแลต


7. อาหารจานโปรด

กะเพราโปะไข่เจียว นึกอะไรไม่ออกก็สั่ง


8. ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องเงินเลย แล้วให้ทำอาชีพอะไรก็ได้ในโลกนี้ อยากเป็นอะไร

อยากเป็นครู เป็นคนสอนหนังสือ ชอบให้ความรู้ผู้คน ซึ่งทุกวันนี้ก็โชคดีที่ได้ตามฝันตัวเอง



About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik