High Profile
อโณทัย เวทยากร ผู้บริหาร IBM ประเทศไทย ที่อยากชวนคนไทยออกเดินล่วงหน้า 4 ปีไปกับเทคโนโลยี Quantum Computing
29 ส.ค. 2568
The Futurist
หลายคนอาจเริ่มได้สัมผัสใกล้ชิดกับคอมพิวเตอร์ครั้งแรกๆ ก็เกือบปลายยุค 90s แต่สำหรับชายคนนี้ เขาตกหลุมรักคอมพิวเตอร์มาตั้งแต่ปลายยุค 80s เขาฝึกเขียนโค้ดตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา และเรียกได้ว่าเข้าสู่โลกไอทีก่อนใครนานนับทศวรรษ ปัจจุบันเขาคือผู้บริหารใหญ่แห่ง IBM ประเทศไทย บริษัทไอทีระดับโลกที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 114 ปี และการก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารของเขาคนนี้ ก็เพื่อสานต่อ Legacy ของบริษัทและทำให้ทุกคนได้รู้ว่า IBM ยังเต็มไปความล้ำยุคและพร้อมเสมอสำหรับอนาคตที่ยาวไกลไม่ต่างจากตำนานที่สร้างมา
ย้อนไปเมื่อปี 1985 นุ้ย-อโณทัย เวทยากร คือนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่กลับตกหลุมรักการเขียนโค้ดในวิชาเลือกเสรีวิชาหนึ่ง จากนั้นจึงเบนเข็มเข้าสู่โลกเทคโนโลยีทันทีที่เรียนจบ ด้วยแพสชั่นและความเชื่อมั่นว่านี่คือสายงานที่จะเติบโตไปได้อีกไกล และเราต่างก็รู้แล้วว่าเขาคิดถูกมาตั้งแต่ตอนนั้น
อโณทัยเริ่มจากการเป็นเซลล์ก่อน จากนั้นจึงค่อยๆ ขยับขึ้นเป็นโปรดักต์เมเนเจอร์ บิสิเนสยูนิตเมเนเจอร์ เจเนอรัลเมเนเจอร์ จนถึงไดเร็กเตอร์ และก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงที่ Dell Technologies โดยเขาทำงานที่เดลล์เป็นเวลากว่า 20 ปี ตำแหน่งล่าสุดที่ได้รับคือกรรมการบริหารเดลล์ ประเทศไทย และรองประธานบริหารตลาดเกิดใหม่ภูมิภาคเอเชีย ดูแลการดำเนินงานทั้งในไทยและอีก 28 ประเทศ
และนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2024 เขาก็ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ แห่งบริษัท IBM ประเทศไทย ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการดำเนินการทั้งในไทย ลาว และเมียนมา
แน่นอนว่าความ High Profile ของอโณทัยไม่ได้เกิดขึ้นมาง่ายๆ แต่มาพร้อมประสบการณ์อันยาวนาน สายตาอันเฉียบคม วิสัยทัศน์อันกว้างไกล และการพัฒนาตัวเองอย่างไม่หยุดยั้งตลอดระยะเวลาการทำงาน 36 ปี เขาพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา ทั้งยังมองว่า “การมาทำงานในทุกๆ วันก็คือการออกมาใช้ชีวิต” ทั้งหมดทั้งมวลที่ว่ามา ทำให้เขากลายเป็นผู้บริหารที่เข้าใจเป้าหมาย เข้าใจงานบริหาร เข้าใจคนทำงาน เข้าใจโลกเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และเข้าใจตัวเองอย่างลึกซึ้ง
และนี่คือเรื่องราวกับมุมมองของเขาในฉบับ High Profile

ชายผู้ “Ride the Right Wave” มาตั้งแต่ 36 ปีก่อน
“การที่ผมได้เข้ามาทำงานสายเทคฯ ต้องเรียกว่าเป็น Destiny เพราะจริงๆ ตอนที่เรียนมหาวิทยาลัยผมเรียนด้านการบริหารธุรกิจ ซึ่งตอนนั้น คอมพิวเตอร์เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและเป็นที่สนใจ เลยมีวิชาเลือกเสรีเปิดขึ้นมาวิชาหนึ่ง นั่นคือ Cobalt Programming Language ซึ่งโคบอลท์คือภาษาที่ใช้ในคอมพิวเตอร์เมนเฟรมที่กำลังโตในยุคนั้น ในวิชานี้ผมเลยได้ลองเขียนโปรแกรมเป็นครั้งแรก และรู้สึกสนุกกับมันมาก จากนั้นก็เลยใช้เวลาอยู่ในห้องคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และเลือกวิชาเลือกเสรีเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ซึ่งก็ได้เอทุกตัว หมายความว่าเราทั้งชอบและทำมันได้ดี ความชอบตรงนั้นเลยกลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครับ”
“พอเรียนจบ ผมก็ตั้งเป้าไว้เลยว่าจะทํางานสายไอที ซึ่งตอนนั้นมันเป็นสายงานที่นิชมากๆ เพราะเมื่อเกือบสี่สิบปีที่แล้ว คอมพิวเตอร์ยังไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้มากเท่าทุกวันนี้ แต่ที่เรายังคงแน่ใจ อย่างแรกก็เพราะเราหลงรักมันตั้งแต่วันแรกที่ทำความรู้จัก อีกอย่างก็คือรู้สึกว่านี่แหละคือเส้นทางที่จะพาเราไปได้ในอนาคต”
“ถ้าถามว่า อยากประสบความสําเร็จ จะต้องทํายังไง สิ่งที่จะตอบก็คือ คุณต้อง Ride the Right Wave คุณต้องจับคลื่นให้ถูกว่า คลื่นตัวไหนมันกําลังจะพาเราไปในอนาคต ถ้าเราไปกับคลื่นที่ถูกอันมันก็จะพาเราไปได้เร็วกว่าคนอื่น แต่ถ้าเราไปคลื่นที่ผิดเราก็อาจจะไปได้ช้ากว่า”
“บางคนคิดว่าผมเรียนเขียนโปรแกรมมา ผมก็ต้องมาเป็น Engineer แน่ๆ แต่จริงๆ ผมเริ่มจากการเป็นเซลล์ครับ ไม่ต้องถามเรื่องเงินเดือนเลย น้อยมาก แต่มันกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีและเป็นพื้นฐานให้ผมจนถึงทุกวันนี้ เพราะการเป็นเซลล์ทำให้ผมได้เรียนรู้หลายอย่าง เรียนรู้ที่จะปฏิสัมพันธ์กับผู้คน โดยเฉพาะลูกค้าของเรา เรียนรู้ว่าการจะขายของให้ได้ มันมีปัจจัยอะไรบ้าง หนึ่ง สินค้าเราต้องดี สอง เราต้องเอาเทคโนโลยีที่เรามีไปแก้ปัญหาให้ธุรกิจของเขา สามคือ Commitment เวลาเราไปขายของ เราบอกว่ามันทําอะไรได้ มันต้องทําได้จริงๆ เวลาทํา Delivery หรือ Deployment แล้วมันต้องได้ตามนั้น”
“สิ่งต่างๆ เหล่านี้มันเป็นโครงสร้างที่บิลด์ตัวตนผมขึ้นมา มันทำให้เราเข้าใจตลาด เข้าใจคู่แข่ง ที่สำคัญคือเข้าใจว่าลูกค้าซื้อของของเราเพราะอะไร ไม่ซื้อเพราะอะไร ซื้อแล้วเขาคาดหวังอะไร แล้วเรามีหน้าที่ก็คือ จะทํายังไงให้ความสัมพันธ์มันยั่งยืน วันนี้ลูกค้าเก่าๆ ของผมตั้งแต่สามสิบปีก่อน ตอนนี้เรากลายเป็นเพื่อนกันก็มีหลายคน นี่คือความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน เป็นคอนเนคชั่น เป็นเน็ตเวิร์ก เขารู้แล้วว่าทำธุรกิจกับเราแล้วเขาไว้ใจเราได้ เพราะเราไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง”
ชายผู้ต้องทำให้โลกรู้ว่า IBM ทั้งใหม่เอี่ยมและเป็นตำนาน เติบโตล้ำยุคท่ามกลางประวัติศาสตร์ 114 ปี
“การที่ผมได้เข้ามาทำงานที่ IBM ก็เป็น Destiny อีกเช่นกันครับ ย้อนกลับไปตอนที่ผมเลือกเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ หนังสือเล่มแรกที่เรียนคือ Introduction to Computor จําได้เลยว่า 3-4 บทแรกเป็นเรื่อง IBM ล้วนๆ เลย คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่เรียนก็เป็นคอมพิวเตอร์ของ IBM”
“IBM เพิ่งครบรอบ 114 ปี ไปไม่นานนี้เอง ซึ่งบริษัทที่อยู่มายาวนานขนาดนี้ มีทั้ง Pros และ Cons ข้อดีก็คือมันเป็นบริษัทที่สั่งสมประสบการณ์มายาวนาน เรามีดีเอ็นเอคือ Research Development และเราก็มีดีเอ็นเอในการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ขึ้นมาเสมอ ทั้งหมดล้วนแต่เป็นโพรไฟล์ที่เราสั่งสมมา ทีนี้ในส่วนที่ท้าทายก็คือ ลูกค้าอาจจะมีความรับรู้ว่าพอเราอยู่มานาน เทคโนโลยีของเราอาจจะไม่ได้ใหม่เท่ากับบริษัทที่ก่อตั้งในยุคหลังๆ แต่ในความเป็นจริง เราปรับเปลี่ยนองค์กรเราไปเยอะมาก และเทคโนโลยีเราก็ล้ำมากๆ ครับ”
“ดังนั้นสิ่งที่ท้าทายที่สุดก็คือ การทำให้คนรู้จัก IBM ในภาพที่เราเป็น นั่นคือองค์กรที่ Transform แล้ว เราเป็นองค์กรที่ใหม่และเหมือน Old Whiskey ยิ่งอยู่นานคุณค่าก็ยิ่งสูง และเราก็เติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกๆ ปี”
“IBM ยุคใหม่ เราโฟกัสอยู่ 3 เรื่องที่ถือว่าเป็นพันธกิจหลักครับ 1. ก็คือ AI ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักเอไอของเราเพราะเราเลือกทางที่อาจจะเซ็กซี่น้อยกว่า Public AI นั่นคือเราโฟกัสที่ Enterprise AI ซึ่งเป็นการสร้าง Value จาก Data ในองค์กร เป็น AI ที่เทรนขึ้นมาโดย Data ขององค์กรซึ่งแน่นอนว่าเป็น Data ที่คนข้างนอกไม่มีอยู่แล้ว ซึ่ง Enterprise AI ที่เราทำ จะถูกใช้ควบคู่ไปกับ Public AI และทำให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุด 2. ก็คือ Hybrid Cloud เพราะตอนนี้ Data มันไม่ได้มีอยู่ที่เดียวหรือมีแค่ใน Data Center แล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำก็คือ ทำให้ Multi Cloud Environment ของลูกค้ากลายเป็น Hybrid by Design ส่วนอันที่ 3 ก็คือ ‘Quantum Computing’ ครับ”

ชายผู้อยากชวนคนไทยออกเดินล่วงหน้า 4 ปี ไปกับเทคโนโลยี Quantum Computing
“ต้องบอกว่า Quantum มันคือ The Next Frontier ของ Computing Technology ซึ่งจะมาเปลี่ยนธุรกิจ เปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนนับจากนี้ไป ควอนตัม คอมพิวเตอร์จะใช้หลักควอนตัมฟิสิกส์หรือกลศาสตร์ควอนตัม ทำให้มันทำงานต่างออกไปจากคลาสสิคคอมพิวเตอร์ ถ้าให้อธิบายอย่างง่ายก็คือ คลาสสิคคอมพิวเตอร์ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันมันใช้วิธีแก้ปัญหาที่เราเรียกว่า Deterministic Problem Solver หรือก็คือระบบอัลกอริธึมที่ให้ผลลัพท์ที่แน่นอนโดยจะเอา Data ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาไขผลลัพธ์ที่ปลดล็อก Value ให้กับองค์กร นี่คือสิ่งที่ AI บนคลาสสิคคอมพิวเตอร์ทำ”
“แต่ควอนตัมคอมพิวเตอร์มันทำงานคนละรูปแบบกัน โดยจะใช้วิธีการที่เรียกว่า Probabilistic Problem Solver หรือระบบอัลกอริธึมที่ใช้ Probability หรือ ‘ความน่าจะเป็น’ ในการหาผลลัพธ์ มันคือการแก้ปัญหาในรูปแบบที่ Data เราอาจจะมีไม่พอ แต่ใช้หลักความน่าจะเป็นเข้ามาช่วยในการค้นหา ค้นคว้า วิจัย ในสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เช่นการพัฒนายาใหม่ๆ การพัฒนาเคมีภัณฑ์ใหม่ๆ การหา Sustainable Material ใหม่ๆ ที่อาจต้องใช้เวลากว่า 20 ปีในการค้นคว้าวิจัย แต่ด้วยความสามารถของควอนตัม คอมพิวติ้ง เราสามารถใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนหรือไม่กี่สัปดาห์ ควอนตัม คอมพิวติ้ง ยังใช้งานได้กับอีกหลากหลายเรื่อง เรื่องซัพพลายเชน เรื่องไฟแนนซ์ แบงค์กิ้ง รวมถึง Fraud Detection จนถึง Portfolio Optimization ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อน แต่มันจะทําได้ง่ายขึ้น และเร็วขึ้นในเวลาที่จํากัด ”
“นี่คือสิ่งที่ควอนตัม คอมพิวติ้ง จะเปลี่ยนโลก โลกหลังยุคควอนตัมไปแล้ว เราจะสามารถปลดล็อควิทยาการต่างๆ ที่มนุษย์เคยคิดไว้ในจินตนาการแล้วมันอาจจะยังทําไม่ได้ หรือทําได้โดยที่ต้องใช้เวลาอีกร้อยปีข้างหน้า ให้เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น”
“ควอนตัมมันไม่ได้มาแทนที่คลาสสิกคอมพิวเตอร์ แต่มันจะมาทํางานร่วมกันครับ โดยบริบทของ IBM เนี่ย เราได้สร้างกลไกแบบไฮบริดที่ทําให้ควอนตัมกับคลาสสิคคอมพิวเตอร์สามารถทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้ความแม่นยำที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เร็วที่สุด และเพื่อให้ได้ความคุ้มค่าทางต้นทุนมากที่สุด”
“IBM เพิ่งประกาศว่าในปี 2029 เออเราจะเข้าสู่สเตทที่เราเรียกว่า Fault Tolerance นั่นคือต้องไม่มี error เลย เนื่องจากว่าเราทำด้วยความน่าจะเป็นของสิ่งที่มันยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้นโจทย์คือจะทํายังไงให้ผลลัพธ์ที่ได้มัน accurate ที่สุด ซึ่ง IBM กำลังเร่งพัฒนาเรื่องพวกนี้อยู่ และเราก็เป็นเจ้าแรกที่เอาควอนตัมขึ้น Cloud นะครับ แล้วก็เปิดให้ยูเซอร์จากทั่วโลก นักวิจัยจากทั่วโลก ได้ลองเข้าไปใช้ ไป experience เข้าไปทํางานวิจัย เข้าไปเรียนรู้ควอนตัมของเรา เพื่อในวันที่เทคโนโลยีนี้มันมาถึง หลายคนได้เรียนรู้ที่จะใช้มันเรียบร้อยแล้ว”
“แต่แน่นอนว่าเหรียญมี 2 ด้านครับ พอควอนตัมเป็นเทคโนโลยีที่แอดวานซ์มาก ถ้าเข้าไปอยู่ในมือของคนที่ไม่หวังดี ในวันข้างหน้าเขาก็อาจจะใช้เทคโนโลยีตัวนี้ไปปลดล็อกการเข้ารหัสของ data ที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน มันจะมีคำกล่าวที่ว่า Harvest Now, Decrypt Later นั่นคือมีแฮกเกอร์กลุ่มหนึ่งที่พยายามจะไปเอาข้อมูลจากองค์กรต่างๆ มาเก็บไว้ก่อน เพียงแต่ว่าวันนี้ยังเอาไปใช้ไม่ได้เพราะมันโดน Encrypt ไว้ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง และเมื่อไหร่ควอนตัม คอมพิวเตอร์มัน Available ขึ้นมา คนเหล่านั้นก็อาจจะใช้มันปลดล็อกข้อมูลเหล่านี้”
“ดังนั้น IBM ก็เลยทําเรื่องของ Quantum Cryptography ไปด้วย หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า Quantum Safe เพื่อแนะนําลูกค้าว่าเค้าควรจะใช้อัลกอริธึมอะไรมา Protect Data ของเขาให้ปลอดภัยจากการถูกขโมยข้อมูลในอีก 4 ปีข้างหน้า”
“พอถึงเวลานั้น AI อาจกลายเป็นประวัติศาสตร์แล้วนะ เพราะในปีนี้มันก็เกิดมาได้ 3 ปีแล้ว แต่ตอนนี้มันสำคัญมากครับ หลายๆ องค์กรก็เริ่มใช้ AI Agent ในการปลดล็อก Value ให้กับองค์กร ซึ่งเราจะเห็นผลในเร็วๆ นี้ว่าการลงทุนด้านเอไอจะเพิ่มขึ้น มันมีการคาดการณ์จาก Gartner ว่าภายในปี 2030 จะมี Value จากองค์กรต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้ Ai Agent อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ดังนั้นถ้ายังไม่เริ่มตอนนี้ เราจะเป็นส่วนไหนของ 4.4 ล้านล้านนั่นล่ะ ดังนั้นตอนนี้เรื่องเอไอเรารอไม่ได้แล้ว ส่วนสี่ปีข้างหน้า ควอนตัมมา นั่นอีกเรื่องหนึ่ง”
“และถ้าคุณเป็นองค์กรที่คิดว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากควอนตัม คอมพิวติ้งแน่นอน วันนี้เราอาจจะต้องสร้างดรีมทีมขึ้นมาและลงทุนล่วงหน้าไว้เลยครับ”

ชายผู้สนุกกับการทำงานร่วมกับคนหลากหลายเจเนอเรชั่น และเชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่
“ตอนนี้ IBM เราเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่มากๆ ถ้าเข้าไปดูในออฟฟิศของเราเนี่ย จะเห็นว่ามีเด็กเจนซีเยอะมาก ซึ่งพอมีคนหลากหลายเจเนอเรชั่นทำงานอยู่ด้วยกัน มันทั้งสนุกและเป็นประโยชน์มากเลยครับ อย่างน้องๆ เจนซี เขาก็มาพร้อมความสดใหม่และความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำให้เราเข้าใจ Customer Behavior มากขึ้น เพราะเทรนด์มันขับเคลื่อนด้วยคนรุ่นใหม่อยู่แล้ว การเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่คิดยังไงเลยสำคัญมาก”
“ขณะเดียวกันเราก็มีคนเจนเอ็กซ์ และเจนวายที่มีประสบการณ์ ดังนั้นพอมารวมกับองค์ความรู้และแนวคิดใหม่ๆ จากคนรุ่นใหม่ มันก็จะยิ่งกระตุ้น Innovation ทั้งหลายให้เกิดขึ้นและสามารถสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม มันคือการใช้จุดแข็งของทุกๆ เจนเข้ามาทำงานร่วมกันครับ เพราะการที่มีพนักงานหลายๆ เจนมันทำให้เกิดการเรียนรู้ข้ามเจน คนที่มีประสบการณ์มากกว่าอาจจะเป็นเมนเทอร์ให้คนที่ประสบการณ์น้อยกว่า ขณะเดียวกันคนที่อายุน้อยกว่าก็อาจจะเป็น Reverse เมนเทอร์ให้คนที่อายุมากกว่าได้เช่นกัน”
“ที่เราต้องให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ เพราะพนักงานรุ่นใหม่เหล่านี้นี่เองที่จะกลายเป็นผู้บริหารในอนาคต ซึ่งถ้าองค์กรยังไม่ได้เร่งสร้างในวันนี้มันก็จะกลายเป็น Gap แล้วสิ่งที่สําคัญที่สุดเลยก็คือ พวกเขาทําให้องค์กรทันสมัยอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเราจะอายุ 114 ปีแล้ว แต่การมีพนักงานเป็นคนรุ่นใหม่จำนวนมากมันทำให้เรากลายเป็นองค์กรของทันสมัยตลอดเวลาครับ”
“ถ้าให้บอกอะไรกับคนรุ่นใหม่ ก็อยากบอกว่าเราต้อง Ride the Right Wave และคุณก็ต้องรักมันด้วยนะ ถ้าไม่ได้รักแต่ฝืนเข้ามา มันก็อาจจะยากที่จะ Succeed และหลังจากที่จับคลื่นได้ถูกตัวแล้ว เราก็ยังต้องพัฒนาตัวเองเสมอ ตลอดเวลาที่ผมอยู่ตรงนี้ ผมก็ยังต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา ผมยังต้องเรียนรู้วิธีการใหม่ๆ โปรดักต์ใหม่ๆ”
“ไม่ว่าเราจะเข้าไปทำงานที่ไหน ก็อยากให้เอาอีโก้ทิ้งไว้หน้าประตู เราอาจจะเก่งมากมาจากองค์กรหนึ่ง แต่พอเราแบกอีโก้เข้ามาพร้อมกับความเก่งนั้น เราก็เหมือนน้ำที่เต็มแก้ว เราอาจจะไม่รับฟังคนอื่น เราอาจจะไม่ได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ขณะเดียวกันเราก็อยากให้มีมายด์เซ็ตว่า No Easy Target ไม่มีเป้าหมายอะไรที่มันง่าย ทุกอย่างยากทั้งนั้น แล้วมันก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นเราก็ต้องมี Growth Mindset ครับ”
“และท้ายที่สุด นอกจากเก่งเรื่องงานแล้วเราก็ต้องเก่งเรื่องของตัวเองด้วย ตั้งแต่ว่าเราจะจัดการเรื่องความเครียดยังไง ดูแล Well-Being ของตัวเองยังไง จนถึงเราจะบิลด์ Personal Branding ยังไง เพราะต้องยอมรับว่าผู้บริหารที่เก่งๆ บนโลกนี้เขา บิลด์ Personal Branding กันมาทั้งนั้น ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ”

[Quick bite] - คุยเล่นนอกเวลางานกับ อโณทัย เวทยากร
คุณมองตัวเองเป็น Workaholic ไหม?
ผมมองว่าการมาทำงานในทุกวันของผมก็คือการออกมาใช้ชีวิตมากกว่าครับ ดังนั้นมันเลยยากมากที่จะรู้สึกเบื่อกับมัน
อยากให้รีวิวชีวิตในฐานะผู้บริหารอย่างสั้นๆ ให้เห็นภาพสักหน่อย
การเป็นผู้นำองค์กรไม่มีอะไรง่ายหรอกครับ มันยากเสมอ ใครคิดว่าพอเราขึ้นเป็นผู้บริหารแล้วชีวิตจะง่ายขึ้น คิดผิดนะครับ
วันหยุดในอุดมคติของคุณเป็นอย่างไร?
ผมมีหลายกิจกรรมเลยครับ เช่นเลี้ยงปลาที่บ้าน ผมเลี้ยงปลาหลายชนิด แล้วก็อยู่กับธรรมชาติ ค่อยๆ จิบกาแฟ ดูปลา ฟังเสียงน้ำตก หรือบางทีก็ดูสารคดีครับ นอกจากนั้น ผมก็จะเล่นดนตรีบ้าง หรือออกไปเล่นกีฬาอย่างตีกอล์ฟบ้าง เท่านี้ก็เป็นวันหยุดที่ดีของผมแล้วครับ
มีวิธีรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจอย่างไรบ้าง?
ก่อนอื่นต้องยอมรับครับว่ามันเป็น Fact of Life มันจะมีสิ่งที่ไม่ได้ดั่งใจเราเสมอ ดังนั้นเราต้องหันมาควบคุมตัวเองให้ได้
ณ เวลานี้ คุณให้นิยามกับความสำเร็จอย่างไร?
สำหรับผมมันไม่มีความสำเร็จที่ยั่งยืนและถาวร สิ่งที่เราทำสำเร็จในวันนี้ ไม่ได้การันตีว่าเราจะสำเร็จในวันหน้า เพราะฉะนั้น ความสำเร็จคือ Journey คือการเดินทางครับ