Futureproof
Futureproof ด้วยการสร้างคอนเนกชันระหว่าง ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้ให้’ แบบ ‘โจ้ ธนา’
29 ส.ค. 2568
The Futurist
Futureproof ด้วยการสร้างคอนเนกชันระหว่าง ‘ผู้ให้’ และ ‘ผู้ให้’ แบบ ‘โจ้ ธนา’
‘ธนา เธียรอัจฉริยะ’ คือบุคคลที่ไม่ต้องใช้คำเกริ่นนำยืดยาวให้มากความ
เพราะแค่เอ่ยชื่อนี้ ภาพชายสวมแว่นท่าทางใจดีก็ปรากฏขึ้นในมโนคิดโดยอัตโนมัติ เพียงแต่เขาจะสวมบทบาทใดอยู่นั้น –
ผู้บริหารเบื้องหลัง Happy จาก Dtac, แม่มณี จาก SCB และ Robinhood จาก SCBX
ผู้อำนวยการหลักสูตร Academy of Business Creativity (ABC) มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ประธานคณะกรรมการบริษัท Bluebik รวมถึงกรรมการบริษัทชั้นนำอีกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น TQM, WashXPress และ Sappe
นักเขียน (หรือ ‘แอดมิน’) เพจ ‘เขียนไว้ให้เธอ’ ที่บันทึกผลึกความคิดเก็บไว้ให้ลูกสาวอ่านตอนโต
หรือผู้ร่วมก่อตั้ง House of Wisdom (HOW) คลับรวมผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนทุกเรื่องราวแบบไร้กรอบจำกัด
– ก็ขึ้นอยู่กับว่าโปรเจกต์ไหนของชายคนนี้ติดตรึงใจคุณมากกว่ากัน
แต่สำหรับเรา สิ่งที่ทำให้โจ้น่าจดจำไม่ใช่โปรเจกต์ใดโปรเจกต์หนึ่ง หากเป็นปรัชญาชีวิตและตัวตนที่สะท้อนออกมาในทุกๆ โปรเจกต์ โดยเฉพาะการเป็น The Connector หรือสะพานเชื่อมให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ในเครือข่ายได้มารู้จักและสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ร่วมกัน
วันนี้เราจึงชวนโจ้มาประเดิมคอลัมน์ Futureproof เพื่อรีวิวอดีตและปัจจุบัน แล้วมองอนาคตของการสานสัมพันธ์ ซึ่งไม่จำกัดแค่ในบริบทของอาชีพการงาน หากแต่สอดแทรกอยู่ในทุกมิติของชีวิตทุกผู้ทุกคน
ถ้าพร้อมแล้ว ไปลองมองผ่านแว่นสายตาของโจ้กัน

Past – พลิกหลักสูตรผิวเผินเป็นหลักสูตรของ Giver เพื่อ Giver
ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ วิธีการสร้างคอนเนกชันยอดฮิตของนักธุรกิจหนีไม่พ้น ‘การเรียนหลักสูตรระยะสั้น’
หลักสูตรเหล่านี้อาจมีเนื้อหาแตกต่างกันไปบ้าง แต่มักมีลักษณะคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือมักจัดสรรเวลาและกิจกรรมให้ผู้เข้าเรียนได้พบปะทำความรู้จักกัน
แม้กระทั่งโจ้เองก็เคยเรียนหลักสูตรเหล่านี้เช่นกัน แต่ส่วนตัวเขาบอกว่า ที่ตัวเองรู้จักคนเยอะ ต้องยกเครดิตให้ ‘การเปลี่ยนงานบ่อย’ เสียมากกว่า
“ผมเปลี่ยนงานบ่อยและมักจะได้ไปอยู่ในอุตสาหกรรมที่ค่อนข้างไม่ซ้ำกันเลย มีการเงิน โทรคมนาคม บันเทิง ค้าปลีก การธนาคาร แล้วก็เคยทำหลักสูตรเองด้วย มีนักเรียนหลักพันคน ผมเลยรู้จักคนซี้ซั้วไปหมด คนต่างอุตสาหกรรมกันด้วย มันเลยสนุก”
หลายคนก็เปลี่ยนงานบ่อย แต่ใช่ว่าทุกคนจะสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่มีทั้งคุณภาพและปริมาณได้แบบโจ้ คำถามคือ–เคล็ดลับคืออะไร?
“ผมมีนิสัยบางอย่าง ซึ่งอาจจำกัดความไม่ได้ชัดเจนว่าดีหรือไม่ดี แต่มันทำให้ผมรู้จักคนเยอะ อย่างแรกคือ ผมไม่ชอบให้คนอื่นมองไม่ดี คือบางคนอาจบอกว่า ต้องกล้าที่จะถูกเกลียด แต่เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น เราไม่ชอบถูกเกลียด ดังนั้นเวลาใครขอให้ช่วยอะไรก็จะช่วยไปก่อน
“อย่างที่สอง ผมเป็นคนซี้ซั้วอยู่ประมาณหนึ่ง คือต่อให้ฟังไม่ค่อยแน่ใจก็ชอบยกมือ แล้วก็ตัดสินใจวู่วามบ่อย เช่น เคยอยู่การเงินก็ยกมือซี้ซั้วอาสาขอไปทำการตลาด คือชอบลองดูลองทำ มั่วๆ ไปก่อน ทำๆ ไปก่อน ลูกน้องผมชอบเรียกวิธีการทำงานนี้ว่า มั่วๆ กะๆ เอา ซึ่งก็คงมีทั้งดีและไม่ดีนะ แต่ก็ทำให้ผมไปเจอผู้คนเยอะแยะ ใครชวนไปทำอะไรก็ทำ
“อย่างที่สาม ผมเป็นคนขี้เกรงใจ คือไม่อยากให้คนพูดถึงเราว่าเราไปเอาผลประโยชน์จากใคร ดังนั้นเวลาไปทำอะไรกับใคร เราก็จะยอมเสียเปรียบ ถึงไม่ได้อะไรเลยแต่มีความสุขและได้คุณค่าทางใจ นิสัยเหล่านี้ทำให้ผมรู้จักคนเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ”
ที่เล่ามานี้อาจฟังดูเหมือนเน้นปริมาณ แต่เรื่องคุณภาพก็สำคัญไม่แพ้กัน–หรืออาจมากกว่าด้วยซ้ำ โจ้อ้างอิงถึงแนวคิดที่ผู้นำทางความคิดถึง 3 คนอย่าง Warren Buffet, Ray Dalio และ Simon Sinek เห็นร่วมกัน นั่นคือ ‘เราต้องเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในแวดล้อมของคนที่ทำให้เราดีขึ้น ฉลาดขึ้น เก่งขึ้น’
“มีหลายวิธีการที่เราจะทำอย่างนั้นได้ อย่างการเรียนหลักสูตรก็เป็นแค่วิธีการหนึ่ง ตัวหลักสูตรอยู่ของมันนิ่งๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่า เมื่อเราเข้าไปเรียนหลักสูตร เราตั้งใจไปทำอะไร บางคนตั้งใจไปเรียนหลักสูตรเพราะอยากทำความรู้จักนายตำรวจผู้ใหญ่ เพื่อจะได้ประโยนช์มาโกงกิน แบบนั้นไม่ดีแน่นอน แต่สำหรับผม เบื้องต้นคือเราต้องไม่ไปเอาประโยชน์ของคนอื่น การจะรู้จักกันจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้จักกันผิวเผินต้องสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกันก่อน ดังนั้นเราต้องเข้าไปเป็น Giver เข้าไปทำตัวให้คนเชื่อถือเราได้ ถึงจะเริ่มเกิดเป็นคนรอบข้างที่ดีขึ้น
“Adam Grant เคยบอกไว้ว่า คนล้มเหลวสุดๆ กับสำเร็จสุดๆ เป็นคนประเภทเดียวกัน คนกลางๆ ที่ไม่ได้ล้มเหลว ไม่ได้สำเร็จ จะมีอยู่ 2 พวก พวกหนึ่งคือ Taker พวกที่ชอบเอาประโยชน์ สองคือพวก Transact หมูไปไก่มา เธอทำให้ฉันหนึ่ง ฉันก็ทำให้เธอหนึ่ง ฉันไม่ทำเกิน คนสองพวกนี้จะอยู่กลางๆ แต่พวกที่ล้มเหลวมากๆ เขาเรียกพวก Giver ล้มเหลวเพราะอะไร เพราะมันอยู่ในดง Taker มันก็โดนเอาเปรียบจนตัวเองสู้ไม่ได้ ส่วนพวกที่สำเร็จสุดๆ ก็คือ Giver นี่แหละ คนเดียวกันแต่ถ้าเข้าไปอยู่ในดง Giver ด้วยกันเนี่ย เขาก็จะเจริญรุ่งเรืองมาก เพราะทุกคนช่วยกัน”
โจ้ไม่ได้พูดลอยๆ เพราะเขาลงมือทำให้เห็นมาแล้ว พิสูจน์ได้จากบทบาทในฐานะผู้อำนวยการหลักสูตร ABC ซึ่งเขาทำร่วมกับหนุ่มเมืองจันทน์ (ตุ้ม–สรกล อดุลยานนท์) โดยหลักสูตรนี้คือหลักสูตรของ Giver เพื่อ Giver โดยเฉพาะ ลำพังแค่จุดเริ่มต้นก็เผยเคล็ดวิชาอย่างหนึ่งที่สะท้อนนิสัยและตัวตนของคนเป็น Giver แล้ว
เคล็ดวิชานี้โจ้ให้ชื่อว่า ‘ศิลปะแห่งการเสียเปรียบ’
“ผมรู้จักอาจารย์เน่ง (ดร.รัชนีพร พุคยาภรณ์ พุกกะมาน, อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม) จากการเรียนหลักสูตรนี่แหละ ที่นี้อาจารย์เน่งชวนมาสอนหนังสือ ก็เลยชวนพี่ตุ้มมาทำด้วยกัน แต่เรานั่งคิดงมกันอยู่เป็นปี อาจารย์เน่งก็เลยถามว่า ‘ติดอะไรกันเหรอ’ เราบอก ‘ไม่อยากขาดทุน’ อาจารย์เน่งก็บอกว่า ‘เอางี้แล้วกัน ถ้าขาดทุนเดี๋ยวพี่เน่งรับหมดเลย เดี๋ยวกำไรเราค่อยแบ่งนะ’ เลยเกิดเป็นหลักสูตร ABC ขึ้นมาได้ เนี่ย ผมเจอแต่คนแบบนี้ แม้กระทั่งตอนเจอพี่ตุ้ม เราก็เริ่มต้นทำงานด้วยกันแบบแย่งกันเสียเปรียบ พี่ตุ้มบอก ‘โจ้เอาไป 70 พี่เอา 30’ ผมต้องบอกว่า ‘เฮ้ย ไม่ได้พี่ พี่เอา 70 ผมเอา 30 พอ’ Giver มันเป็นคนที่ยอมเสียเปรียบโดยไม่รู้สึกว่าเสียเปรียบ สมมติถ้าไม่มีงานนี้เรา 0 ด้วยซ้ำ ได้ตั้ง 30 ก็สบายใจแล้ว
“แล้วเราก็ตั้งใจทำหลักสูตร ABC ให้แตกต่าง ใครคิดว่ามาเรียนแล้วจะได้เมาเละ ได้ดูพริตตี้ แต่พอมาเจอว่ามันไม่ใช่ เดี๋ยวเขาก็ออกไปเองโดยธรรมชาติ และผมเชื่อเรื่องนี้ด้วยว่า คนเรามีทั้งด้านดีด้านร้าย ถ้าเราส่งเสริมให้เขาแสดงด้านดีออกมา เขาก็ทำได้ แม้กระทั่งบางทีมีคนบอกว่า ‘พี่ คนนี้มันไว้ใจไม่ได้ มันเขี้ยวมากนะ’ แต่กับผมมันไม่เขี้ยวนะ ไม่เคยเจอ อาจเป็นเพราะ Law of Attraction ด้วย ผมมองโลกในแง่ดี โดนเมียด่าประจำ แต่ผมคิดว่าพอเราซื่อๆ คนก็ซื่อๆ กับเรา หรือส่วนหนึ่งก็คงเป็นเพราะผมรู้จักคนเยอะด้วย คนก็คงคิดว่าอย่าทำไม่ดีกับผม”
การสร้างสรรค์หลักสูตรที่เป็นดั่งแหล่งรวม Giver และการฝึกฝนศิลปะแห่งการเสียเปรียบ สองข้อนี้คือเทคนิคการสร้างสัมพันธ์ที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพของโจ้ในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเป็นดั่งการเชื่อมต่อจุดมาถึงปัจจุบันนี้ที่แม้จะไม่ได้ทำหลักสูตร ABC แล้วโจ้ก็ยังคงมีงานหลักเป็นการคอนเนกต์ผู้คนเข้าด้วยกันเช่นเดิม

Present – ลากเส้นต่อจุดเชื่อมคนกับคนผ่านหลากหลายบทบาท
“พี่โจ้รู้จักคนนี้ไหม ผมอยากติดต่อเรื่องงาน พี่โจ้เกริ่นให้หน่อยได้ไหม”
นี่คือคำขอที่โจ้ได้รับอยู่เป็นประจำ อีกทั้งหลายต่อหลายครั้งเขายังพาทั้งสองฝ่ายไปเจอกันเป็นครั้งแรกด้วยซ้ำไป โจ้เล่าติดตลกว่าบทบาทนี้ทำให้เขาเหมือนเป็นตำรวจจราจรตรงสี่แยกไฟแดงที่มีรถวิ่งไปวิ่งมาคลาคล่ำ “ผมอยู่ระหว่างจุดหลายจุด เชื่อมไปเชื่อมมา แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางธุรกิจอะไร ผมระวังเรื่องนี้เป็นพิเศษด้วย เพราะถ้าไปมีผลประโยชน์อะไรนิดนึง ความน่าเชื่อถือเราจะหมดไป”
กับบทบาทของประธานกรรมการและกรรมการบริษัทต่างๆ ก็เช่นกัน โจ้มักรับหน้าที่เป็น ‘ตำรวจจราจร’ กำกับดูแลการเดินรถอยู่เป็นประจำ “จริงๆ การคอนเนกต์คนมันไม่มีอะไรซับซ้อนนะ อย่างเมื่อคืนผมนึกอะไรออกอย่างหนึ่ง ตอนเช้าก็โทรหาโบ๊ท (พชร อารยะการกุล, CEO Bluebik) เลยว่า พี่มีคนนี้ โบ๊ทไปทำ JV กับเขาไหม นัดเลย เดี๋ยวพี่ไปด้วย
“ถามว่ามาเป็นประธานกรรมการ Bluebik ได้อย่างไร ก็เพราะว่าตอนเขาตั้งบริษัทใหม่ๆ ผมมาเจอเขากับโป้ง (ปกรณ์ เจียมสกุลทิพย์) แล้วเห็นว่าน้องสองคนนี้มันเก่ง ฝีมือดี นิสัยดีด้วย เจอใครก็เลยอยากแนะนำโดยที่ไม่ได้คิดอะไรมาก มันฝีมือดี เราก็ได้หน้าไปด้วย จนบริษัทเริ่มโต น้องมันมาขอให้ถ่ายคลิป Testimonial เราก็ถ่ายให้ พอลืมตาอ้าปากได้น้องมันเลยมาชวนเป็นประธานกรรมการ มันง่ายๆ แค่นี้เลย ไม่ซับซ้อน”
นอกจากการทำงานในฐานะผู้บริหาร ทุกวันนี้โจ้กำลังอินกับการคอนเนกต์คนในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย นั่นคือการสร้าง House of Wisdom (HOW) หรือคลับที่รวบรวมเอาคนที่รักในการเรียนรู้ตลอดชีวิตมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ภายใต้แนวคิดเรียบง่ายที่ว่า Know Who เพื่อ Know How โดยคราวนี้เขาจับมือกับ Giver อีกคน นั่นคือ กระทิง–เรืองโรจน์ พูนผล Group Chairman แห่ง KBTG
HOW เหมือนเป็นเบ่งบานของประสบการณ์การสานสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับผู้คนที่โจ้สั่งสมมาทั้งชีวิต “ผมเริ่มต้นทำตามสูตรเดิมเลย คือมั่วๆ กะๆ เริ่มต้นจากคิดว่าอยากทำ Academic Club ที่ชวนคนเก่งเรื่องต่างๆ มาแบ่งปันความรู้ให้กันฟัง เอาง่ายๆ คืออยากฟังใครก็ชวนเขามาพูด หัวข้อมีตั้งแต่ AI ยันหมอดู ยัน Tinder ยัน Boy’s Love สมาชิกบางคนอายุ 60 กว่าเพิ่งเคยฟังเรื่อง Boy’s Love เป็นครั้งแรก ตื่นเต้นมาก สไตล์มันจะคล้ายๆ Potluck ที่เอาอาหารมาแชร์กันกิน เราทำอาหารไทยเก่ง คนนั้นทำอาหารฝรั่งเก่ง มาแชร์กันมันก็เปิดลิ้นเปิดโลกน่ะ
“เริ่มต้นจากคนและเนื้อหาก็จริง แต่ทำๆ ไปผมก็เรียนรู้จากสมาชิกว่าเขาชอบอะไร หนึ่งเขาชอบคอนเทนต์แน่ๆ ล่ะ สองคือเรื่อง Hospitality มีสถานที่สวยๆ ให้นั่ง มีอาหารเครื่องดื่มอร่อยๆ ให้กิน ทีนี้ข้อสาม ซึ่งเป็นสิ่งที่สมาชิกให้คุณค่ามากที่สุดคือคอมมิวนิตี เขาชอบการมานั่งถกกัน เราเองก็ชอบมาก โดยเฉพาะบรรยากาศหลังจบเซสชัน มันไม่มีใครยอมกลับบ้าน แต่จะนั่งคุยกันต่อยาวๆ จากเรื่อง AI ก็ต่อไปเรื่องโลก เรื่องทรัมป์ เรื่องชีวิตได้ นั่งกันสองทุ่มถึงเที่ยงคืน จริงๆ ที่มาของชื่อ House of Wisdom ก็มาจากที่เมื่อราว 2,000 ปีก่อนที่อิรักเขาก็มีสถานที่ชื่อ House of Wisdom ที่คนมาคุยกันทุกเรื่อง ดวงตะวัน ชีวิต ปรัชญา”
แม้โจ้มีหลากหลายบทบาทและวิธีการในการสานสัมพันธ์กับผู้คนดังที่เล่ามา แต่เขาก็ยังคงเชื่อว่าวิธีการดีที่สุดคือการให้ด้วยความจริงใจและไม่หวังผลตอบแทน
“ยิ่งแสวงหาคอนเนกชั่น มันจะยิ่งไม่ได้คอนเนกชั่น คล้ายๆ กับคำนี้ เคยได้ยินไหม ยิ่งเอากำลังออก ยิ่งได้กำลังกลับ คือยิ่งออกกำลังกาย เราก็ยิ่งแข็งแรงขึ้น ฟังดูย้อนแย้ง แต่มันจริง ดังนั้นลงแรง ลงเวลา ให้ไปก่อน แล้วเดี๋ยวเราก็ได้กลับมาเอง แต่ไม่อยากให้คิดว่ามันจะต้องออกดอกออกผลเป็นเงินเสมอไป แน่นอนเวลาเราลงแรง ลงเวลากับอะไร เราก็ไม่ควรจะทำฟรีๆ แบบไม่ได้เงิน ไม่งั้นมันจะเพ้อเจ้อไปหน่อย แต่อยากให้ลองคิดกว้างขึ้นว่า นอกจากเงินแล้วเราได้อะไรอีกบ้าง ถ้าเราลงแรง ลงเวลาแล้วได้ประสบการณ์ ก็น่าลงเหมือนกันไหมต่อให้ไม่ได้เงิน ประสบการณ์มันต้องเจ็บๆ คันๆ สะใจดี หรืออีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามีคุณค่ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอผมอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็คือความทรงจำ ลองไปถามคนอายุ 90-100 หรือว่าติดเตียงเแล้วเนี่ย เขาไม่พูดเรื่องเงิน เขาพูดเรื่องเดียว คือความทรงจำ ดังนั้นถ้าเราทำอะไรแล้วได้ความทรงจำดีๆ กับเพื่อนกับลูกก็น่าทำไหม และอย่างสุดท้ายที่ผมคิดว่าคุ้มค่ามากคือคำขอบคุณ ยังคุยกับพี่ตุ้มอยู่เลยว่า เรานี่เสพติดคำขอบคุณเว้ย ชอบทำอะไรแล้วมีคนขอบคุณ
“ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือ Currency of Life เป็นสิ่งที่เราต้องสั่งสม แน่นอนเงินทองก็ต้องมี แต่ก็ต้องประสบการณ์ ความทรงจำ และคำขอบคุณด้วย ดังนั้นถ้าเรามีเวลาแล้วสามารถช่วยใครทำอะไรได้ แล้วได้ 4 อย่างนี้กลับมา เราก็น่าคว้าไว้ แล้วมันจะคอนเนกต์เราเข้ากับอย่างอื่นเอง เช่น พาเราไปเจอกับคนที่เก่งกว่าเรา ให้เขาสอนเรา หรือพาเราไปลองอะไรใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำ”

Future – สร้างเสริมเครือข่ายความสัมพันธ์แห่งปัญญาและกัลยาณมิตร
เมื่อขอให้มองไปยังอนาคตของการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ โจ้บอกว่าอย่างไรเสียเราก็ต้องรวมกลุ่มกัน เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่เราจะพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้ และความคิดสร้างสรรค์นี่เองที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดได้ในยุค AI ครองเมือง
“คนเราต้องรู้ AI ไม่รู้คือแพ้ แต่ถึงจะบอกว่ารู้ เราจะไปรู้มากกว่าคนอื่นได้อย่างไร รู้อย่างมากก็คือเสมอ คือใช้เป็น แต่เราอาจไม่ได้ใช้ได้พิสดารกว่าคนอื่น มันอาจจะมีน้อยมากที่ใช้ได้แบบนั้น ดังนั้นคนปานกลางที่รู้ AI แบบเสมอกับคนอื่นจะโดดเด่นขึ้นมาได้อย่างไร ผมมองว่า หนึ่ง ต้องมี Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ เป็นผู้นำที่ดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีความสงบเย็น เข้าใจถึงปัญหาที่แก้ได้และแก้ไม่ได้
“และอีกอันหนึ่งที่ไม่มีไม่ได้เลยคือ Creativity แต่ Creativity นั้นยากมากที่จะเกิดจากตัวคนเดียว นั่งเฉยๆ แล้วปิ๊งแว๊บขึ้นมาได้ ทุกสำนักในโลก รวมถึง Design Thinking School ที่เป็นแหล่งสอน Creativity ที่เจ๋งที่สุด บอกตรงกันว่าวิธีการทำให้เกิด Creativity คือเอาคนที่ไม่เหมือนกันหลายๆ คนมาสุมหัวอยู่ด้วยกัน ให้โจทย์ไปถกเถียงกัน มันทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน มีเครือข่ายทางปัญญาที่จะมาช่วยกันได้้
“HOW เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่ง แต่ผมคิดว่าคลับแบบนี้ควรจะเกิดขึ้นในทุกๆ ที่ ในระดับมหาวิทยาลัยก็ได้ ในระดับบริษัทก็ได้ ทำเป็นชมรมที่ชวนคนมาพูดถกกัน หรือจะชวนวิทยากรข้างนอกมาเล่าก็ได้ อย่างตอนนี้ผมมีไอเดียว่าอยากทำ HOW ที่ขอนแก่น เพราะว่ามีวิทยากรเต็มมือเลย เราบินไปขอนแก่นก็ได้นี่หว่า วงคอนเนกชันแบบนี้เกิดขึ้นไม่ง่าย แต่มันควรจะต้องมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราอยู่โดดเดี่ยวไม่ได้แน่ๆ ส่วนวงคอนเนกชันอีกแบบนึงที่ไม่ควรมี แต่น่าเสียดายที่เมืองไทยจะมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ก็คือวงที่เอื้อประโยชน์พวกพ้อง”
กระนั้นโจ้ยังคงย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นแค่วิธีการ สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับเราว่าจะใช้มันอย่างไร
“อย่างที่บอก ยิ่งอยากจะคอนเนกต์เพื่อไปเอาผลประโยชน์จากเขา ยิ่งคอนเนกต์ไม่ได้ วิธีการคอนเนกต์ที่ดีที่สุดคือต้องไปช่วยเขา ไปเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อเขา ปรารถนาดีต่อเขา แล้วพอเริ่มไว้เนื้อเชื่อใจกัน เส้นของความสัมพันธ์ถึงจะเกิดขึ้น เราต้องเข้าใจศิลปะแห่งการเสียเปรียบ พอเราเริ่มเสียเปรียบก็จะเริ่มมีเครือข่ายของเราขึ้นมา”

Futureproof Toolkit
ก่อนจากกัน เราขอให้โจ้ฝาก ‘เครื่องมือ’ สำคัญใส่กล่อง Futureproof Toolkit เพื่อช่วยให้ทุกคนก้าวเข้าสู่อนาคตได้อย่างมั่นใจ ไม่ต้องกลัวหมดอายุหรือสูญพันธ์
สำหรับโจ้ เครื่องมือที่ว่านั้นคือ Growth Mindset
“หลักการง่ายๆ ของ Growth Mindset คือการเรียนรู้ว่ามีอะไรที่เราไม่รู้อีกเยอะ ความผิดพลาดคือคุณครู มันแก้ไขได้ ล้มก็ต้องลุกให้ได้ เรายังต้องลองอะไรใหม่ๆ อีกเยอะ ต้องแป้กอีกเยอะ เราต้องกล้าผิดถึงจะเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ได้ แล้วก็ไม่มีเรื่องโชคชะตา เป็นเรื่องความพยายาม
“มีโควคอันนึงของพี่จิก (ประภาส ชลศรานนท์) ที่ผมชอบมาก นั่นคือ ‘ความสำเร็จมาจากการตัดสินใจที่ถูก การตัดสินใจที่ถูกมาจากประสบการณ์’ ฟังแค่นี้ดูเมกเซนส์ใช่ไหม แต่หัวใจของมันอยู่ที่ประโยคสุดท้าย ‘ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด’ คิดดูว่าพ่อแม่เราที่ทำธุรกิจจนเก่งก็เคยทำผิดมาก่อน นักบัญชีเก่งๆ ที่ปิดบัญชีได้ในเวลา 2 ชั่วโมงก็เคยใช้เวลา 5 วันกว่าจะปิดได้ เพราะเราเคยผิดมา เราถึงจำแม่น
“ต่อให้ตอนนี้เราเป็นผู้นำ เราก็ยังต้องกล้าที่จะแป้ก กล้าที่จะผิด อย่าไปสนหน้าตาตัวเองว่าจะผิดไม่ได้ ไม่งั้นเราจะยิ่งโง่ เราต้องไปคุยกับน้องๆ ที่รู้มากกว่าเรา ถามเขาเยอะๆ เราต้องไปลองทำอะไรใหม่ๆ หัดใช้ AI มือสั่นๆ ช้ากว่าเด็ก ดังนั้นผู้นำยุคใหม่ต้องมี Growth Mindset ต้องเปิดรับอะไรใหม่ๆ ผมว่าเป็นหัวใจหลักของโลกยุคนี้เลย”