จากป่าช้ารถสู่ตลาดหลักทรัพย์ วิธีคิดธุรกิจ After Market ที่ไม่มีวันตายของ สมพล ธนาดำรงศักดิ์
5 พ.ค. 2569
พัฒนา ค้าขาย

“เดือนนี้ได้อยู่เมืองไทย 3 วัน เพราะไปต่างประเทศตลอด หาเรื่องทำการค้ากับต่างประเทศไปเรื่อยๆ นี่เดี๋ยวพรุ่งนี้บินไปตุรกีต่อ”
ชายตรงหน้าของเราพูดพลางหัวเราะเบาๆ
สำหรับ คุณพอล-สมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) คำว่าหยุดนิ่งดูจะเป็นคำที่ไม่อยู่ในพจนานุกรมส่วนตัว แม้ในวันที่อาณาจักรของเขาจะจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ mai มานานกว่าสิบปี แต่เขาก็ยังคงสวมวิญญาณเซลส์แมน ถือกระเป๋าออกไปเคาะประตูบ้านลูกค้าทั่วโลกเหมือนวันแรก
ในยามว่างที่คนอื่นไปเที่ยวพักผ่อน คุณพอลกลับเลือกเดินสำรวจ ‘ป่าช้ารถ’ เพื่อจดจำโมเดลและชิ้นส่วนอะไหล่ สิ่งที่คนอื่นมองว่าเป็นขยะ เขามองเห็นโอกาส เพราะนี่คือพื้นฐานของธุรกิจ After Market หรือตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทนที่หล่อเลี้ยงรถยนต์นับล้านคันทั่วโลกให้ยังคงวิ่งต่อไปได้
สำหรับเขา ตลาด After Market ไม่ใช่ตลาดที่จะมาลงทุนเล่นๆ เพราะข้อมูลจากนักวิเคราะห์ระบุว่ามูลค่าตลาดนี้พุ่งสูงกว่า 4 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ไม่เกินจริงถ้าจะบอกว่า ตราบใดที่คนยังไม่เลิกใช้รถ อะไหล่ก็ยังเป็นที่ต้องการ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะผันผวนหรือน้ำมันจะแพงแค่ไหนก็ตาม
แต่ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน คลื่นยักษ์ของยานยนต์ไฟฟ้ากำลังดิสรัปต์โลกของยานยนต์อย่างหนัก คุณพอลในฐานะนายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ต้องรับบทบาทแม่ทัพที่ต้องพาทั้งธุรกิจตัวเองและอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทยปรับตัวให้ทัน ซึ่งนับเป็นเรื่องท้าทายใช่เล่น
วันนี้ คอลัมน์ FUTUREPROOF เราจึงไม่ได้มาคุยกันแค่เรื่องตัวเลขกำไรขาดทุน แต่เราจะย้อนไปดูวิธีคิดแบบสู้ไม่ถอยของหัวเรือใหญ่ที่ทำงาน 16 ชั่วโมงต่อวัน การบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตร 148 ทั่วโลก ภาพรวมของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในปัจจุบัน คุยกันไปจนถึงประเด็นการเอาตัวรอดจากสถานการณ์สงครามและปิดช่องแคบสำคัญ
นี่คือบทสนทนาว่าด้วยการเปลี่ยนเศษเหล็กให้กลายเป็นทองคำ และการรักษาอาณาจักร FPI ให้ยั่งยืนในวันที่โลกยานยนต์เปลี่ยนไป
จากเศษเหล็กสู่ธุรกิจระดับโลก จุดเริ่มต้นอาณาจักร FPI

ย้อนกลับไปในวันแรก ไอเดียของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนทดแทนรถยนต์ของ FPI ตั้งต้นจากไหน
ครอบครัวของเราเริ่มจากขายอะไหล่เก่าก่อน โดยรับซื้ออะไหล่เก่าจากญี่ปุ่นมาขายต่อในราคาที่สูงขึ้น จนหลายคนบอกว่าเราเปลี่ยนเศษเหล็กให้เป็นทอง
นอกจากอะไหล่เก่าแล้ว ที่บ้านของผมยังมีอีกธุรกิจคือธุรกิจปั๊มแก๊ส พี่ชาย 3 คนดูธุรกิจนั้น ส่งแก๊สไปทั่วประเทศ ส่วนผมดูเรื่องอะไหล่
ด้วยความที่แก๊สเป็นสินค้าที่ค่อนข้างอันตราย คุณพ่อผมเลยอยากให้ครอบครัวของเราเลิกทำธุรกิจนี้แล้วหันมาทำอะไหล่เต็มตัว คุณพ่อคิดถูก เพราะเราออกจากธุรกิจนั้นมา 2 ปีก็เกิดเหตุการณ์แก๊สระเบิดที่ถนนเพชรบุรี แล้วธุรกิสแก๊สก็เริ่มซบเซาลง
เราทำอะไหล่เก่ามาตลอด จนถึงยุคที่อะไหล่เก่าเริ่มหายาก ทำให้เราหันมาผลิตอะไหล่ทดแทนในปี ค.ศ. 1991 ผมมารับช่วงต่อโรงงานเต็มตัวในปี 1993 เมื่อ 33 ปีก่อน
ชีวิตของคุณผูกพันกับอะไหล่มาตลอดหรือเปล่า
เรียกว่าเป็นแฟนพันธุ์แท้ เวลามองรถยนต์คันหนึ่ง ผมจะรู้ว่าเขาใช้โมเดลรุ่นไหน เวลาไปเที่ยวต่างประเทศ งานอดิเรกของผมคือไปดูป่าช้ารถเพื่อไปดู ไปรู้จัก ไปจำชิ้นส่วนรถยนต์รุ่นต่างๆ
ผมชอบท่องจำแบบนี้ตั้งแต่เด็ก พอโตขึ้นมาเวลาไปต่างประเทศก็ชอบนั่งแท็กซี่ไปรอบเมือง หรือไม่ก็ไปห้างสรรพสินค้าบ้านเขาที่มีหลายชั้น ไม่ใช่ไปเดินชอปปิง แต่ไปดูรถในลานจอดรถของเขาเพื่ออัพเดตข้อมูลโมเดลใหม่ๆ จะได้รู้ว่าเราจะขายอะไรให้คนในประเทศนั้นๆ ได้
หากให้วิเคราะห์ กุญแจสำคัญที่ทำให้บริษัท FPI ประสบความสำเร็จจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ได้คืออะไร
ตลาดต่างประเทศ ตอน 2 ปีแรกที่ผมเข้ามาทำงาน เราขาดทุนถึง 2 ครั้งใหญ่ๆ เพราะหนึ่ง-เราไม่มีความรู้และเทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิต จนได้ไปเรียนรู้เรื่องสารเคมีและเทคโนโลยีต่างๆ จากคนทำงานจากไต้หวัน วัตถุดิบที่เราเคยดองไว้เป็นปีก็ขายหมด
สอง-เราขายแค่ในประเทศ ซึ่งมีโมเดลรถอยู่จำกัด ในปี 1995 เราจึงตัดสินใจขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ เราถือกระเป๋าไปขายในไต้หวัน อิหร่าน จอร์แดน อินเดีย ไปทุกประเทศเท่าที่จะไปได้ จนเราได้ออร์เดอร์จากประเทศซูดาน สั่งผลิตชิ้นส่วนของรถไมตี้เอ็กซ์ครั้งเดียว 3,000 คัน แค่เดือนเดียวก็ทำให้เราคืนทุนได้ นั่นคือที่มาที่ผมตั้งชื่อลูกว่าไมตี้ เพราะเป็นโมเดลรถที่ทำให้เราคืนทุน
ในวันนั้น อะไรที่ทำให้ลูกค้าต่างประเทศเลือกซื้อกับ FPI
หนึ่ง-ราคาที่ถูกกว่า ถ้าเทียบกับไต้หวันที่เคยเป็นเจ้าตลาดเดิม เขาตั้งราคาสูงกว่า พอเราเข้าตลาดมาเราขายถูกกว่าเขา 15% เมื่อมีลูกค้าเจ้าแรก เราก็เริ่มหาลูกค้าประเทศอื่นๆ โดยใช้กลยุทธ์นี้เข้าสู้ ทำให้เรารู้ว่าสินค้าของเราสามารถขายที่ไหนก็ได้ จนตอนนี้เรามีลูกค้าราว 2,000-3,000 รายทั่วโลก
สอง-เชี่ยวชาญพื้นที่ เวลาเราจะออกสินค้าโมเดลไหน เราจะรู้เลยว่าโมเดลนั้นจะนำไปขายที่ไหนในโลก
สาม-พันธมิตรที่แข็งแรง เรามีพันธมิตรที่แข็งแรงทั้งในไทยและต่างประเทศ เวลาลูกค้าอยากได้อะไหล่รุ่นไหน เราจะรู้ว่าเราสามารถหาวัตถุดิบนั้นได้ที่ไหนบนโลก เรามีพาร์ตเนอร์ที่สามารถหาสินค้าราคาย่อมเยาว์ให้เราและส่งให้ลูกค้าได้ บางสินค้าเป็นตัวที่เราไม่ต้องผลิตเอง แต่เรามี Sourcing ที่เก่ง นี่คือจุดแข็งในวันนั้น
แล้ววันนี้ยังใช้กลยุทธ์ในการทำธุรกิจแบบเดิมไหม
กลยุทธ์ที่เราใช้วันนี้ไม่เหมือนวันแรกอีกแล้ว เพราะนับตั้งแต่ปี 2005 ที่เราอยากเข้าตลาด mai เราเปลี่ยนจากการทำธุรกิจแบบ OEM มาเป็นตลาด REM หรือ after market (ตลาดชิ้นส่วนอะไหล่ทดแทน) เราเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ ปรับกระบวนการทำงาน อัพเกรดโรงงานให้มีทุกอย่าง
แต่ปรากฏว่าตอนนั้นเกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ขึ้นมาเสียก่อน สินค้าที่เราทำออกมาจึงมีคุณภาพดีแต่ราคาสูงขึ้น เพราะมีต้นทุนที่สูงขึ้น ลูกค้าที่เคยซื้อกับเราเขาก็ไม่ซื้อแล้ว นี่คือการขาดทุนอีกครั้งของบริษัทเรา และทำให้ยังเข้าตลาดไม่ได้
เหตุการณ์นั้นทำให้เรายืมเงินจากแหล่งเงินกู้มาราว 500 ล้านบาท และพยายามปรับกลยุทธ์ใหม่อีกรอบ ซึ่งก็คือการผลิตสินค้า REM ที่มีคุณภาพเทียบเท่าสินค้า OEM (สินค้าที่ผลิตตามความต้องการของลูกค้า) แต่ยังขายในราคาระดับ REM ซึ่งถูกกว่าราคา OEM ทำให้ลูกค้าซื้อไปขายต่อแบบได้ส่วนต่างกำไรเยอะ
ลูกค้าของเรามักจะสั่งผลิตสินค้าแบบ Low Volume, High Margin หมายถึงสินค้าที่ไม่ได้สั่งผลิตเยอะ แต่เราสามารถผลิตได้แค่ที่เดียวในโลก และลูกค้าจะเป็นแบรนด์เดียวที่ขายสินค้าประเภทนี้ ทำให้ตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้
จุดนี้กลายมาเป็นจุดแข็งของเราและทำให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการเรา จนเราสามารถคืนหนี้ได้หมด และเข้าตลาดได้ก็ปี 2012
ลูกค้าแต่ละรายมีสเปกที่อยากได้แตกต่างกัน แต่ FPI มีมาตรฐานกลางที่ตั้งไว้สำหรับสินค้าทุกชิ้นหรือเปล่า
จริงๆ มาตรฐานในการทำชิ้นส่วนรถยนต์ถูกบังคับอยู่แล้วว่าเราต้องมีมาตรฐานอะไรบ้างเพื่อจะขายได้ในระดับสากล แต่สิ่งที่เราเพิ่มขึ้นคือเราคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เราเป็นบริษัทผลิตอะไหล่รถยนต์บริษัทแรกในประเทศไทยที่นำเรื่อง Carbon Neutral เข้ามาใช้ตั้งแต่ปี 2016
เราเริ่มทำโปรดักต์สายกรีน ลดการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง อะไรที่ประหยัดพลังงานได้เราเปลี่ยนทั้งโรงงาน รวมถึงสิ่งที่สำคัญอย่างเรื่องพลาสติก เราใช้พลาสติกเกรด Sub Grade หมายถึงเกรดที่คนอื่นทิ้งแล้วเอามาพัฒนาในสูตรของเรา ทำให้เราสามารถประหยัดต้นทุนไปปีละเกือบร้อยล้านบาท ที่สำคัญ ราคาพลาสติกเกรดนี้ไม่ได้แปรผันไปตามราคาน้ำมัน มีหลายคนบ่นว่าน้ำมันแพงทำให้ราคาขึ้น แต่ผมไม่ได้รับผลกระทบเลยเพราะใช้พลาสติกซับเกรด มันเป็นวัตถุดิบที่นอกจากจะมีคุณภาพ ลดต้นทุน แล้วยังสนับสนุนไอเดียของ Circular Economy ด้วย
หลายคนมองว่าการทำเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) คือภาระของบริษัท แต่ผมมองว่ามันไม่ใช่ภาระ มันคือกลยุทธ์ที่จะทำให้คุณยั่งยืนในระยะยาว มันคือจุดแข็งของบริษัท
นอกจากจุดแข็งเรื่องวัสดุและการผลิตแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมีเพื่อให้ทำธุรกิจได้ยาวๆ คือการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้าและพันธมิตร คุณใช้แนวคิดแบบไหนในการบริหารความสัมพันธ์ให้เขาอยากทำงานกับเราไปนานๆ
เรื่องนี้สำคัญมาก สมัยก่อนผมดูแลลูกค้าทุกรายด้วยตัวเอง ก่อนจะทำธุรกิจกับเขาผมบินไปหาเขา เพื่อจะได้รู้ว่าธรรมชาติของเขาเป็นยังไง อย่างกลุ่มลูกค้าตะวันออกกลางเขาจะทำธุรกิจกันด้วยเครดิต ถ้าคุณขายเขาเพื่อเงินสด เขาจะไม่ซื้อสินค้าของคุณ ผมเลยปรับตัวตามเขา
ลูกค้าบางคนเวลาทำธุรกิจกับเรา เราให้เครดิตกับเขา 9 เดือน เกินปีก็มี หลายคนรู้เรื่องนี้ก็จะตกใจแต่ผมมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาของตลาด after market เราปล่อยเครดิตที่ค่อนข้างยาวให้กับลูกค้า ลูกค้าเขาก็รับสินค้าของเราไปขาย ขายเสร็จก็เปลี่ยนเป็นเงินมาให้เรา ตราบใดที่เขาทำกำไรได้ เขาไม่หนีเราแน่นอน
ไหนจะช่วงวิกฤตที่บางครั้งค่าเงินก็ลอยตัว ถ้าเกิดวิกฤตแบบนี้ผมจะทำหน้าที่เป็นธนาคาร ผมจะมองว่าลูกค้าคนไหนมีเงินพอจ่ายทันเวลาไหม ถ้าเขาไม่ทันก็ไม่เป็นไร จ่ายในเวลาที่เขาจ่ายไหว บางทีไม่เก็บดอกเบี้ยด้วย เราทำงานนี้มา 20 กว่าปี รู้ว่าในเวลาที่เขาลำบาก เราก็ต้องดูแล
การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าถือเป็นหัวใจของการทำธุรกิจ ถ้าเขามาหาเราที่บ้านเรา เราจะดูแลเขาอย่างดี แล้วเวลาเราไปหาเขา เขาก็จะดูแลเราอย่างดีมากกัน ตอนนี้ผมเหมือนมีเพื่อนอยู่ 148 ประเทศทั่วโลก เวลาไปไหน เชื่อไหมว่าผมไม่เสียเงินสักบาท ลูกค้าของเราจัดรถจัดทุกอย่างให้ เขาดูแลเราอย่างดี
มองย้อนกลับไปในทุกครั้งที่ตัดสินใจเรื่องใหญ่ การตัดสินใจครั้งไหนที่มีความเสี่ยงมากๆ แต่คุณคิดว่าตัดสินใจถูกที่สุดแล้ว
จริงๆ แต่ละการตัดสินใจมีทั้งผิดและถูก แต่การตัดสินใจครั้งใหญ่คือการตัดสินใจผลิตสินค้าในตลาด after market ด้วยเกรด OEM เพราะมันทำให้เรากลายเป็นบริษัทที่ที่ลูกค้าเชื่อถือจนถึงทุกวันนี้ ทั้งลูกค้าจากฝั่งญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา ซึ่งเคยมองว่าสินค้า after market คุณภาพจะตกต่ำ แต่เราทำให้เขาเห็นว่าคุณภาพของสินค้าทดแทนเทียบเท่าสินค้าของแท้เลย นี่เป็นจุดที่เราคิดว่าเราตัดสินใจถูก และทำให้เราเคลียร์หนี้จาก 500 ล้านบาทเหลือ 0 บาท พอเข้าตลาดฯ วันได้ก็หุ้นขึ้นมา 200%
ตลาดเปลี่ยน สงครามปะทุ EV ดิสรัปต์ แล้ว After Market จะไปต่ออย่างไร

ขยับมามองในภาพกว้าง คุณคิดว่าตลาดชิ้นส่วนยานยนต์ในตอนนี้เป็นอย่างไร
ช่วงนี้เป็นช่วงที่หลายคนมองว่าเป็น Sunset Industry โดยเฉพาะฝั่งญี่ปุ่น ถ้าถามคนญี่ปุ่น หลายคนจะบอกว่ายุคนี้คือช่วงวิกฤตหนักที่สุดของค่ายญี่ปุ่น เหตุผลคือโดนรถจีนที่ราคาถูกกว่า ใช้ไฟฟ้า และมีชิ้นส่วนภายในรถน้อยกว่ามาดิสรัปต์ ในขณะที่รถญี่ปุ่นเป็นไฮบริดและต้องชิ้นส่วนของรถเยอะกว่ามาก บริษัทที่เป็น Supply Chain ของญี่ปุ่นจึงสั่นคลอนหนักแต่ของจีนจะเติบโต
แน่นอนว่าเรื่องนี้ส่งผลต่อไทย เพราะประเทศเราผลิตชิ้นส่วนให้กับญี่ปุ่นมาหลายสิบปี อุตสาหกรรมผลิต Supply Chain ของเรากระเทือนมาก เราเองที่ทำชิ้นส่วนรถยนต์ก็พยายามยื่นนโยบายให้กับภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นรักษาสัดส่วนการขายรถยนต์ให้เป็นรถแบบไฮบริดที่มากกว่า หรือการปรับการผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไปเป็นชิ้นส่วนของอุตสาหกรรมอื่น ไม่ว่าจะเครื่องมือแพทย์ หรือกลายเป็นชิ้นส่วนของรถไฟ เป็นต้น ซึ่งหลายบริษัทจากอเมริกามาจ้างให้ไทยผลิต เพราะ Supply Chain ของไทยเก่ง และปรับตัวไปได้เรื่อยๆ
นอกจากจะเป็นหัวเรือใหญ่ของ FPI คุณยังเป็นนายกสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทยด้วย อยากขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปในทิศทางไหน
ต้องบอกก่อนว่าว่ารถยนต์แบบสันดาปหรือไฮบริด มันยังอยู่บนโลกต่อไปได้อีกนานมากๆ มันเป็นโครงสร้างพื้นฐานของหลายประเทศโดยเฉพาะโซนตะวันออกกลาง ไม่มีทางที่จะเปลี่ยนเป็น EV ได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผมยังอยากรักษาให้ประเทศไทยของเราเป็นศูนย์การผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถ ICE (Internal Combustion Engine เครื่องยนต์สันดาปภายใน) ที่ในอนาคตอาจมีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น BioFuel ที่เปลี่ยนจากฟอสซิลไปใช้ทรัพยากรอย่างอื่น เช่น น้ำ
ช่วงแรกๆ ที่ผลักดันเรื่องนี้ผมโดนต่อว่าเยอะมาก เพราะหลายคนมองว่านี่คือเทคโนโลยีหลังเขามาใช้ในประเทศไทย ทำไมไม่เปลี่ยนไปใช้ EV ทั้งหมด แต่ผมมองว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าแบบ Multiple Tracks (หลายๆ เส้นทาง) มากกว่า
ภาวะสงครามและการปิดช่องแคบในปัจจุบัน ส่งผลต่ออุตสาหกรรมและธุรกิจของคุณบ้างไหม
จริงๆ การปิดช่องแคบฮอร์มุชส่งผลเพียง 3.8% ของการส่งออกของไทย แต่อันดับ 1 ของสินค้าที่ส่งออกคือชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งได้รับผลกระทบถึง 20% เพราะตลาดใหญ่ของเราอยู่ที่ตะวันออกกลาง ถามว่ากระเทือนเราไหม กระเทือนเยอะแน่นอน เพราะค่าระวางต่างๆ ก็ขึ้นราคา
เมื่อสินค้าส่งไม่ได้ เราจึงใช้ช่องแคบอื่น เช่น ทะเลแดง วิธีแก้คือผู้ส่งออกต้องหาทางเข้าให้ได้ ต้องเข้าให้ถูกทาง และต้องใช้สายเรือที่ถูกต้อง คำแนะนำของผมคือเลือกกลุ่มสายเรือเล็กๆ ที่โนเนม เพราะสายโนเนมพวกนี้เขาต้องการลูกค้า ราคาถูกกว่า และเรือเล็กทำให้เดินเรือได้คล่องตัวในสถานการณ์แบบนี้มากกว่าเรือใหญ่
แล้วในฝั่งลูกค้า เขาได้รับผลกระทบจากสงครามอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้จ่าย กำลังซื้อ หรือเรื่องอื่นๆ
ผมคิดว่าลูกค้าชินกับเรื่องเหล่านี้แล้วตั้งแต่โควิด ค่าขนส่งเคยขึ้น 1000% เขาก็เจอมาแล้วในช่วงก่อน ผู้นำเข้าไม่เจ็บตัวเท่าผู้บริโภคที่เดือดร้อนจริงๆ แต่สินค้าที่เป็นสิ่งของจำเป็น ผมว่ายังไงผู้บริโภคก็ต้องซื้อ อย่างสินค้าที่เป็นชิ้นส่วนยานยนต์ตอนนี้ ผมคิดว่าตลาด After Market ได้เปรียบกว่า OEM เวลาซื้อรถมาแล้วรถเสีย ลูกค้าเขาไม่ซื้อรถใหม่ทันทีแต่เอารถไปซ่อม แล้วก็ต้องมาซื้อชิ้นส่วนทดแทน แต่ถ้าตลาด OEM ดี After Market ก็จะดีตามไปด้วย เพราะคนทำชิ้นส่วน After Market ก็จะไปขายชิ้นส่วนทดแทนให้กับรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมาเพราะ OEM ผลิต
ข้อดีของตลาด After Market อยู่ตรงนี้ ไม่ว่า OEM จะดีหรือไม่ดี ตลาด After Market จะดีเสมอ ตลาดนี้เป็นตลาดที่ใหญ่มาก เพราะลูกค้าของ After Market ขึ้นอยู่กับจำนวนรถสะสมของทั้งโลก ถ้าคุณจับตลาดได้ คุณก็จะหาเงินได้เรื่อยๆ
ขยันให้สุด รู้ตลาดให้จริง และไม่หยุดหาโอกาส

ตลอดระยะเวลา 33 ปีที่ทำงานมา แนวคิดการทำงานแบบไหนที่คุณยึดถือมาตลอด
คุณพ่อของผมมาจากเมืองจีนกับเสื่อผืนหมอนใบ ท่านยึดคติในการทำงานและใช้ชีวิต 4 ข้อมาตลอด และสอนแนวคิดทั้ง 4 ข้อให้กับผมและพี่น้อง นั่นคือซื่อสัตย์ ขยัน มัธยัสถ์ และอดทน
ในเรื่องการทำงาน คนอื่นทำงาน 8 ชั่วโมง คุณพ่อบอกว่าเราต้องทำ 12 ชั่วโมง จะได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ ไม่ต้องสนใจหรอก แต่สิ่งที่เราจะได้คือความรู้ และยิ่งเราเรียนรู้ได้เร็วเท่านั้น เราก็ยิ่งขับเคลื่อนตัวเองและธุรกิจให้ไปข้างหน้าได้เร็วเท่านั้น ลูกๆ ทุกคนที่บ้านรวมถึงผม จึงทำงาน 12 ชั่วโมงมาตลอด ยอมรับว่าบ้างานจริงๆ ยิ่งช่วงสงครามผมทำงานวันละ 16 ชั่วโมง เพราะต้องเคลียร์ปัญหาเยอะแยะมากมาย
อีกหนึ่งสิ่งที่จำได้ขึ้นใจคือคุณพ่อบอกว่า ธุรกิจที่จะสำเร็จได้ คนทำต้องรักธุรกิจนั้นๆ ด้วย มีครั้งหนึ่งที่ FPI เกือบจะเจ๊งตอนค่าเงินบาทลอยตัวในปี 1997 พี่ชาย 3 คนเชียร์ให้ขายให้คนไต้หวันในราคา 200 ล้าน แต่ผมเป็นคนเดียวที่ค้าน เพราะผมถือว่าบริษัทเป็นลูกของผม ผมรักและผูกพันกับลูกคนนี้ เขาจะให้ผมพันล้านผมก็ไม่ขาย แล้วคุณพ่อบอกว่าให้เชื่อผม ถ้าผมบอกห้ามขายก็ห้ามขาย
ตัดภาพมาตอนนี้ บริษัทเรามีค่ามากกว่า 200 ล้านที่เขาจะซื้อมาก เรามีสินทรัพย์อยู่เป็นพันล้าน
จนถึงตอนนี้ บทเรียนสำคัญที่คุณได้เรียนรู้จากการทำธุรกิจคืออะไร
การขยันทำงานทำให้เราได้เจอลูกค้า และลูกค้าจาก 148 ประเทศทั่วโลกก็กลายมาเป็นเพื่อนผม เวลาผมพาครอบครัวไปเที่ยวที่ไหน เพื่อนๆ ก็ต้อนรับผมอย่างดี และทุกอย่างฟรี ผมคิดว่ามันคือชีวิตที่มีกำไรและมีความสุขมาก
แล้วคุณมองอนาคตของตัวเองไว้อย่างไร มีอะไรที่อยากทำอีกบ้างไหม
ผมอยากจัดทริปพาครอบครัวไปหาลูกค้าแล้วให้ลูกค้าพาเที่ยว อยากทำอย่างนี้ทุกปีเลย ปีละอย่างน้อย 2-3 ครั้งก็ยังดี อยากไปในที่ที่ไปยาก ไปในที่ใหม่ๆ ที่เราไม่เคยไป และแน่นอนว่าอย่างแรกที่ผมจะทำคือการเดินเข้าห้างสรรพสินค้าของเขา แล้วเดินจากชั้นบนสุดลงสู่ชั้นล่างสุดเพื่ออัพเดตรถของเขาว่ามีรุ่นอะไรบ้าง หรือไม่ก็นั่งแท็กซี่รอบเมืองเพื่อดูรถ แล้วคิดโมเดลใหม่ๆ มาตอบโจทย์ลูกค้าตลอด
มันเป็นทั้งการไปเที่ยว ไปอัพเดตความรู้ และการทำงานในเวลาเดียวกัน เพราะไปเมื่อไหร่ จะได้ออเดอร์ใหม่กลับมาด้วยเสมอ และผมก็เอนจอยกับชีวิตแบบนี้
ส่วนเรื่องการขับเคลื่อนวงการยานยนต์ ผมยังยืนยันว่ารถสันดาปมันยังไปต่อได้อีกนาน จึงตั้งใจจะพัฒนาชิ้นส่วนเพื่อเครื่องยนต์สันดาปให้ดีต่อไป และรักษาให้ประเทศไทยเป็นฐานผลิตของยานยนต์ ICE (ยานยนต์สันดาปภายใน) รวมถึง Future ICE ที่นำระบบสันดาปไปประยุกต์กับเทคโนโลยีใหม่ๆ ต่อไปในอนาคต ผมอยากรักษาฐานตรงนี้ให้ยั่งยืนเพื่อให้ Supply Chain ของเราอยู่ต่อไปได้
FUTUREPROOF TOOLKITS
ท่ามกลางโลกอันผันผวน นี่คือ 3 สิ่งที่คนทำธุรกิจยุคนี้ต้องมี
ทำธุรกิจจากสิ่งที่คุณรัก
ขยันและไม่กลัวความล้มเหลว เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ถ้าขยัน อดทน ล้มแล้วลุกขึ้นมา เราจะไปต่อได้เสมอ
การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าและพนักงานคือหัวใจ ถ้าเขาเห็นเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เขาจะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจไปด้วยกัน และทุกอย่างจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น

