Futureproof
ทางรอดและโอกาสของธุรกิจ SMEs ในโลกที่ผันผวน คำแนะนำจาก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI
28 ส.ค. 2568
The Futurist
ทางรอดและโอกาสของธุรกิจ SMEs ในโลกที่ผันผวน คำแนะนำจาก ‘ประพันธ์ เจริญประวัติ’ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI
ประพันธ์ เจริญประวัติ ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI มา 20 ปี
หากเทียบกับเด็กสักคน เด็กคนนั้นคงเติบโตจากทารกกลายเป็นวัยรุ่นที่พร้อมจะเผชิญโลกกว้าง เต็มไปด้วยแรงใจและไฟฝันลงมือทำในสิ่งที่เลือก ขอแค่มี ‘โอกาส’ สักครั้ง
อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่ในบทสนทนานี้ของเรากับประพันธ์ ‘โอกาส’ คือคีย์เวิร์ดสำคัญที่เขาพูดออกมาบ่อยๆ อาจด้วยด้วยการงานในตลาดหลักทรัพย์ที่พยายามสร้างโอกาสให้กับคนทำธุรกิจและนักลงทุนอยู่เสมอ เพราะนอกจากตลาดหลักทรัพย์, ตลาด MAI (Market for Alternative Investment ตลาดหลักทรัพย์แห่งที่สองของประเทศไทยที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อทำให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กได้เข้าถึงเงินทุน) เมื่อ 3 ปีก่อนยังมี LiVE Exchange ตลาดหมายเลข 3 ที่ช่วยให้ธุรกิจของคนตัวเล็กให้เข้าถึงการระดมทุนได้ง่ายขึ้น ในเกณฑ์ที่ยืดหยุ่นกว่าตลาดเดิมๆ แถมยังมี LiVE Platform ระบบการเรียนรู้ที่ชวนผู้ประกอบการมาอัพสกิลตัวเอง และตระหนักว่าบางที การเติบโตจนเข้าตลาดได้อาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวจนเกินไป
“ตลาดหลักทรัพย์คือที่ที่ให้โอกาสในการเติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน สมัยก่อน 20 ปีที่แล้ว
จะเจอเจ้าของธุรกิจที่ไม่แน่ใจในการเข้าตลาดว่าต้องเสียภาษี ทำบัญชีถูกต้อง เข้าตลาดได้ไหม
แต่วันนี้โลกเปลี่ยน มุมมองของคนรุ่นใหม่ก็เปลี่ยนไป เขาเปิดรับเรื่องการเข้าตลาด” เขาบอกในช่วงต้นของการพูดคุยกัน
คอลัมน์ FUTUREPROOF ครั้งนี้ อยากชวนคนทำธุรกิจทุกคนที่อยากเข้าตลาดบ้าง-หรืออาจสนใจแต่ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง-มานั่งฟังประพันธ์ใกล้ๆ คุยกันตั้งแต่เรื่องสถานการณ์ของ SMEs ไทยในโลกที่ผันผวน โอกาสการเข้าตลาดของคนตัวเล็ก ทิศทางของตลาดในอนาคต และสิ่งที่ประพันธ์ตกตะกอนจากการให้โอกาส
ผู้ประกอบการไทยในโลกที่ผันผวน
สถานการณ์ของผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัปในตอนนี้เป็นอย่างไร เศรษฐกิจทั้งของไทยและของโลกส่งผลต่อพวกเขามากน้อยแค่ไหน
ผมคิดว่าโลกเปลี่ยนแปลงรุนแรงและรวดเร็ว เพราะฉะนั้น สิ่งที่ทุกคนต้องมีในวันนี้คือ Adaptation กับ Resilience คือต้องปรับตัวและอึดพอที่จะผ่านสิ่งต่างๆ ไปได้
ปัจจัยหลักๆ ที่เราเห็นว่าจะเปลี่ยนไปคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) และเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่เราเห็นอเมริกาทำตัวเป็นพระเอก วันนี้เป็นคาวบอย เปลี่ยนนโยบายแบบพลิกโดยไม่สนใจพันธมิตร เขาจะใช้นโยบายภาษีเพื่อจะเจรจากับทุกประเทศในประเด็นที่เขาอยากได้ ตรงนี้มันเปลี่ยนไป โลกมีขั้วใหม่ขึ้นมาคือขั้วจีนกับอเมริกาที่ตอนนี้กำลังท้าทายกันอยู่ นี่คือภูมิรัฐศาสตร์ในแต่ละพื้นที่ซึ่งมีผลต่อการเติบโตของเศรษฐกิจ
ส่วนในประเทศไทย เราก็เห็นว่าเศรษฐกิจของเราอยู่ในช่วงขาลง เพราะเราไม่มีเครื่องจักร (Engine) ในการเติบโต โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมของเราพึ่งเรื่องการท่องเที่ยวและการส่งออก ซึ่งตอนนี้การท่องเที่ยวก็ซบเซาไปพักหนึ่งแล้ว การส่งออกก็มีปัญหาเรื่องอัตราภาษี (Tariff) และยังมีการแข่งขันเรื่องสินค้าราคาถูกจากจีน มีทุนจีนที่เข้ามา ผมว่าสามเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ท้าทายที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัว
แล้วพอสถานการณ์เป็นแบบนี้ โอกาสเติบโตของคนทำธุรกิจมีน้อยลงไหม
ทุกวันนี้ผมก็เห็นนักธุรกิจรุ่นใหม่เกิดขึ้นมากมาย อย่างกางเกงยีนและกระเป๋าแบรนด์ MERGE น่าจะเปิดมาได้ไม่ถึง 5 ปีแต่มีคนซื้อมากมาย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าแม้เราจะมีความท้าทาย แต่โอกาสมันก็ยังมีอยู่
40-50 ปีที่ผ่านมา เจเนเรชั่นของคนเปลี่ยนไป รวมถึงแลนด์สเคปของการทำธุรกิจและเทคโนโลยี โลกของเราเล็กลง จากเดิมที่เราต้องขายสินค้าผ่านช่องทางร้านค้าหรือห้าง ทุกวันนี้เราขายผ่านออนไลน์ได้ เพราะฉะนั้นโอกาสมันเติบโตสำหรับคนที่มีไอเดียและสินค้าดีๆ ให้เขาสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในระยะเวลาอันรวดเร็ว เพียงแต่ทุกคนต้องปรับตัวแข่งกันเพื่อจะได้โอกาสและต้องมีพื้นฐาน
พื้นฐานที่สำคัญคือความรู้ ความรู้คือพลัง ถ้าเราไม่มีความรู้เราก็ไม่สามารถคิดสินค้าหรือบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ อย่างที่สองคือเทคโนโลยี เราต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็น ตามโลกให้ทัน อย่างที่สามคือพันธมิตรทางการค้า (Partnership) ทุกวันนี้โลกซับซ้อน มันทั้งกว้างทั้งลึก กว้างหมายถึงมีหลายเรื่องให้เรียนรู้ ส่วนลึกคือแต่ละเรื่องก็ต้องเรียนรู้อย่างลงลึก แล้วก็ต้องปรับตัวเร็วเพราะโลกเปลี่ยนเร็วมาก
โอกาสการเข้าตลาดของคนตัวเล็ก
ทำไมตลาดหลักทรัพย์จึงต้องก่อตั้ง LiVE Exchange ขึ้นมา
ปีนี้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มีอายุครบรอบ 50 ปี มีบริษัทอยู่ประมาณ 700 บริษัท รวมกับบริษัทใน MAI อีก 225 บริษัท มีขนาดประมาณ GDP ของประเทศไทย เพราะฉะนั้น ต้องบอกว่านี่เป็นกลไกในการพัฒนาประเทศที่สำคัญ
ส่วน MAI ปีนี้ครบรอบ 26 ปี มี 225 บริษัท มี 63 บริษัทที่เคยอยู่ MAI แล้วย้ายไปตลาดหลักทรัพย์ จะเห็นได้ว่ามีหลายบริษัทเข้ามาแล้วเขาก็โตขึ้น เราก็คุยกันว่าเราสามารถทำตลาดที่ 3 ที่ลึกกว่า MAI ไหม เป็นตลาดสำหรับ SMEs และสตาร์ทอัป คุยกันมาเป็น 10 ปี สุดท้ายก็ออกมาเป็น LiVE Exchange
พอมี LiVE Exchange เกณฑ์ของ MAI ก็ถูกยกขึ้นไปด้วย จากเดิมที่กำไรต้องมากกว่า 0 ปีนี้กำไรของบริษัทที่อยู่ใน MAI ต้องมากกว่า 25 ล้าน ส่วน LiVE Exchange คือตลาดที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่กำลังจะเติบโตและอยากเข้าใน SET และ MAI เข้ามาอยู่ในนี้ก่อน โดยที่เราลดเกณฑ์ลงไปเยอะมาก เช่น กำไร ถ้าหาก MAI ต้องมีกำไร 25 ล้าน SET ต้องมี 75 ล้าน คุณคิดว่ากำไรควรไปเท่าไหร่ดีสำหรับ LiVE Exchange
สัก 10 ล้าน?
จริงๆ คือเราไม่ดูกำไร สำหรับบริษัทสตาร์ทอัปจะขาดทุนก็ได้ แต่เราดูศักยภาพในการเติบโต มีงบการเงิน 1 ปี วันนี้มีบริษัทเข้ามาระดมทุนแล้ว 7 บริษัท และก็จะมีเพิ่มเรื่อยๆ
นี่คือที่มาที่ไปของการมี LiVE Exchange มันเป็นบันไดอีกขั้นที่เปิดโอกาสให้กับธุรกิจใหม่ๆ ที่มีโอกาส เพราะทุกวันนี้โลกเปลี่ยน เรามีสตาร์ทอัปที่ยังไม่กำไรและต้องการการระดมทุน คนรุ่นใหม่เองก็สนใจที่จะเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น
นอกจากจะมี LiVE Exchange แล้ว เราคิดว่ามีสิ่งที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในวงกว้างมากขึ้น เพราะถ้ามองในตลาดหลักทรัยพ์ทั้ง SET, MAI กว่าพันบริษัท ผู้ลงทุนหรือคนที่ซื้อหุ้นอีกกว่า 2 ล้าน มันแคบมากนะถ้าเทียบกับประชากรของประเทศไทย เราจึงอยากขยายบทบาทของเราออกไปทั้งทางตรงและทางอ้อม เราจึงทำ LiVE Platform ขึ้นมา
LiVE Platform จะช่วยผู้ประกอบการได้อย่างไร
มี 2 ส่วน ส่วนที่เป็น Education Platform กับ Scaling-Up Platform
Education Platform คือแพลตฟอร์มให้ความรู้หลากหลายหมวดหมู่ เป็น E-Learning ที่เรียนได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วน Scaling-Up Platform เป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยเรื่องผู้ประกอบการพัฒนาธุรกิจให้เติบโต เป็น E-Leaning เชิงลึกตั้งแต่เรื่องบัญชี กฎหมาย การประเมินมูลค่า ธุรกิจครอบครัว Enterprise System การทำ Business Matching ไปจนถึง Business Coaching ซึ่งเราโชคดี มีพาร์ตเนอร์เข้ามาร่วมในแพลตฟอร์มนี้มากกว่า 60 องค์กร
ใน LiVE Platform เราทำ LiVE Guru ที่หากผู้ประกอบการมีคำถามเรื่องไหน เราก็หากูรูเรื่องนั้นมาตอบให้ เรามีเอกสารสัญญามาตรฐานที่ผู้ประกอบการสามารถดาวน์โหลดไปใช้ได้ฟรี เรามีการสอนประเมินความพร้อมของบริษัทก่อนเข้าบริษัททุน นอกจากนี้ เรายังมี LiVE Academy ทั้งทางออนไลน์ และมี Incubation Program คอร์ส 3 วันที่จะมีวิทยากรมาเล่าให้ฟังว่าการเข้าตลาดต้องเข้ายังไง มีข้อดีข้อเสียยังไง ต้องปรับระบบ โครงสร้าง และกลยุทธ์บริษัทยังไง ให้ผู้ประกอบการได้ประเมินดูว่าการเข้าตลาดนั้นเหมาะหรือไม่เหมาะกับเขา สุดท้ายคือโปรแกรมยาว 6 เดือน สำหรับผู้ประกอบการที่ตัดสินใจว่าอยากเข้าตลาดจริงๆ แถมมีเงินทุนให้จ้างที่ปรึกษา
ด้านผู้ลงทุน เราก็จัด Investor Day หาผู้ลงทุนเข้ามาลงทุนใน LiVE Exchange เราทำคอนเทนต์ร่วมกับพาร์ตเนอร์ เช่น รายการอายุน้อยร้อยล้าน เราทำ ‘Business Maze’ เล่าเรื่องความล้มเหลว แรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ, The Cloud เราทำรายการ ‘ทายาท The Next Gen’ และทำกับลงทุนแมนชื่อ ‘กงสี Secret’ นอกจากนี้ยังมีงาน SMEs ต้องรอด ที่เราจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ด้วย
จนถึงตอนนี้ LiVE Exchange ช่วยให้คนทำธุรกิจมีความก้าวหน้าและเติบโตมากขึ้นแค่ไหนแล้ว
LiVE Exchange ช่วยย่นระยะเวลาและเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหลายคน แทนที่เข้าจะใช้เวลา 4-5 ปีเข้าตลาดมาได้ เขาอาจใช้เวลาแค่ปีเศษๆ และใช้ทุนแค่ 4-5 ล้านเพื่อเข้าตลาดได้
ผมเชื่อเรื่องโอกาส การที่เราตั้ง LiVE Exchange คือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่เขามีธุรกิจที่สามารถเติบโตได้เข้ามาระดมทุน แต่การที่จะได้โอกาสตรงนั้นมาต้องมีการปรับตัว นั่นคืออีกคำที่ผมเชื่อมั่น เพราะถ้าเราไม่พร้อม เราเก่ง แต่ไม่มีโอกาส เราก็ไม่สามารถโตได้ ในขณะเดียวกัน ถ้ามีโอกาสมาแต่เราไม่พร้อม มันก็ไม่เกิดประโยชน์
สำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่หลายคน การเข้าตลาดอาจดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว คุณมีวิธีการจูงใจพวกเขาให้เข้าตลาดและ LiVE Exchange อย่างไรบ้าง
สมัยก่อนเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราต้องวิ่งออกไปหาบริษัทเพื่อเล่าให้ฟังว่าเข้าตลาดแล้วดียังไง แต่วันนี้ผมได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าที่สนใจเข้าตลาดแต่ไม่รู้ทำไง
ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดคือการทำให้คนใกล้ชิดกับตลาดมากขึ้น เพราะวันนี้การเข้าตลาดเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เข้าใจยาก ทำยากจริงๆ และมีค่าใช้จ่ายสูง เราจึงอยากทำให้คนรู้จักและค่อยๆ เข้ามาเรียนรู้ ทางตลาดหลักทรัพย์เองก็จะมีส่วนที่สนับสนุนเขา ไม่ว่าจะเป็น LiVE Platform ที่ให้ความรู้เบื้องต้นในการเข้าตลาด รวมถึง LiVE Academy ซึ่งมี Incubation Program ที่น่าจะช่วยผู้ประกอบการได้เยอะ ซึ่งตอนนี้สอนไปได้ประมาณ 1,000 บริษัท และมีบริษัทที่ตัดสินใจว่าอยากเข้าตลาดจริงๆ และมาต่อคอร์ส 6 เดือนอีกกว่า 300 บริษัท
สิ่งที่คนส่วนมากมักจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเข้าตลาดคือเรื่องอะไร
เข้ามาเพื่อ exit หรือขายบริษัททิ้ง เพราะการเข้าตลาดเป็นการเข้ามาเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ก่อนเข้าตลาด สิ่งที่ต้องมีคือโมเดลธุรกิจที่ดีและเติบโตได้ สองคือต้องมีระบบที่ดี มีประสิทธิภาพ โปร่งใส สามคือตัวเจ้าของต้องมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่อยากจะไปต่อ แต่ถ้าคนที่เข้ามาเพื่ออยาก exit ขายให้ได้มูลค่าเยอะๆ แล้วตัวธุรกิจจะเป็นยังไงต่อล่ะ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้ความสามารถของเขาในการบริหาร อันนี้ผมว่าเป็นความเข้าใจผิดที่ผมว่ามีเยอะในสมัยก่อน แต่สมัยนี้คงดีขึ้นแล้ว
อย่างที่คุณบอกว่า มีผู้ประกอบการหลายคนที่เข้าไปในตลาด MAI แล้วเติบโตเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ถ้าให้สังเกต คุณสมบัติที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นมีเหมือนกันคืออะไร
มีโมเดลธุรกิจที่เติบโต มีความสามารถในการทำกำไรที่ดี และมีคุณสมบัติเข้าตามเกณฑ์
ผู้ประกอบการแบบไหนที่ไม่เหมาะกับการเข้าตลาด
ผู้ประกอบการที่เข้าใจว่าเข้าตลาดมาเพื่อ exit นี่คือกลุ่มแรก
ถ้าเข้าตลาดมาแล้ว ผมคิดว่าสิ่งสำคัญคือการมีวิสัยทัศน์ที่จะทำให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง สองคือมีทีมงานที่พร้อมในการช่วยขับเคลื่อนองค์กร อย่าง Bluebik เอง ผมชอบ Bluebik นะ เพราะมีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์ มีคณะกรรมการที่มีความสามารถเข้ามาไกด์บริษัทในการเติบโต มีทีมงานที่เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถในการช่วยขยายตลาด นี่คือเรื่องคน ส่วนเรื่องโมเดลธุรกิจ โมเดลของ Bluebik เป็นโมเดลที่ดีมากๆ นะ เพราะเป็น Digital Transformation หรือที่ปรึกษาทางด้านไอทีที่ผมว่าวันนี้มันอยู่ในเทรนด์ เพราะหลายคนเริ่มเปิดรับในการจ้างที่ปรึกษาเข้ามามากกว่าทำเอง นี่คือกรณีศึกษาของบริษัทที่จะเติบโต
ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป ทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ MAI และ LiVE Exchange ตอนนี้กำลังดำเนินไปในทางไหน
ทิศทางของตลาดหลักทรัพย์ก็เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของเราเลย คือการทำให้ตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนไทยเป็นประโยชน์ต่อคนไทยทุกคน (To make the capital market works for everyone) ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม จะเห็นได้ว่าเราขยายบทบาทและกลุ่มคนของเราเยอะขึ้น นี่คือพื้นฐานของเรา
แต่ถามว่าวันนี้เราเจอความท้าทายอะไร หนึ่งคือเรื่องเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะมาก วันนี้เรามีบล็อกเชน คริปโต สินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นทางเลือกในการลงทุนใหม่ เป็นโลกใหม่ สอง-ตลาดที่เปิดกว้างมาก สมัยก่อนคนไทยมีโอกาสที่จะลงทุนต่างประเทศได้ยาก แต่ทุกวันนี้สามารถเปิดบัญชีออนไลน์ได้เลย และสามารถไปเทรดหุ้นต่างประเทศ ประเทศไหนก็ได้ นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายเรื่องการใช้เอไอ การซื้อขายหุ้นความถี่สูง (High Frequency Trading) ตลาดหลักทรัพย์เองก็ต้องปรับตัว เราปรับหลายมิติทั้งการเตรียมตัวสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล ตลาดคาร์บอน และตลาด LiVE Exchange
นอกจากการแข่งขันแล้ว ความท้าทายอีกอย่างคือความเชื่อมั่นในตลาดหลักทรัพย์ เราก็ต้องปรับด้วยการหาบริษัทดีๆ เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เติมธุรกิจที่เป็น New S-Curve โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เราถึงต้องมี LiVE Exchange และ LiVE Platform ให้คนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องลงทุนกับการให้ความรู้ นอกจากนั้นก็ต้องพาบริษัทใหม่ๆ เข้ามาและพาให้เขาเติบโต
โอกาสต่อโอกาส
ตลอด 20 ปีแห่งการทำงาน สิ่งสำคัญที่คุณได้เรียนรู้จากตลาดหลักทรัพย์คืออะไร
ทำงานที่รักและรักในงานที่ทำ ผมว่าผมโชคดีที่ได้มาทำงานในตลาดหลักทรัพย์ เพราะเป็นงานที่สร้างประโยชน์ต่อคนจำนวนมากได้ เราอยู่ในองค์กรที่หลายคนยอมรับ รายล้อมด้วยพันธมิตรดีๆ จำนวนมาก
ตลอด 20 ปี ผมว่าผมสนุกกับงาน มีความสุขกับงาน เพราะงานได้ทำประโยชน์ให้กับคนอื่น เราเห็นบริษัทที่เข้ามาแล้วโตขึ้นเป็น 10 เท่า ย้ายไป SET ได้ มีการขยายธุรกิจ และธุรกิจของเขาส่งผลต่อคนอื่นทำให้โตขึ้น ทำงานง่ายขึ้น ได้เห็นชีวิตของคนที่อยู่ในบริษัทต่างๆ เหล่านั้นได้มีชีวิตที่ดีขึ้น 20 ปีนี้ผมได้เห็นอะไรดีๆ เยอะมาก และมีเพื่อนเยอะมากในการทำงาน
เคยมีคนเดินมาขอบคุณไหม
เคย ผมก็รู้สึกดีเพราะเมื่อผมได้มอบโอกาสให้หลายคนได้เติบโต และเขาก็ไปมอบโอกาสต่อให้คนอื่น ผมว่านั่นคือเรื่องสำคัญ
ถ้ามีนักธุรกิจที่ทำธุรกิจแล้วท้อมาก เดินมาขอคำปรึกษาจากคุณ สิ่งที่คุณจะบอกเขาคืออะไร
อาจต้องย้อนกลับไปดูวันแรกว่าทำไมถึงอยากทำธุรกิจนี้ ถามถึงจุดมุ่งหมาย (Purpose) ของตัวเองในการทำธุรกิจ วันนี้จุดมุ่งหมายนั้นยังอยู่ไหม ถ้ายังอยู่ก็ทำต่อไป สู้ต่อไป ถ้าเราไม่ท้อ ไม่หยุด โอกาสมันก็จะมาในอนาคต แต่ถ้าจุดมุ่งหมายมันไม่ใช่แล้ว เราก็เปลี่ยนได้
การได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ผู้ประกอบการหลายคนได้เติบโตจนเข้าตลาดได้ สิ่งเหล่านี้มีความหมายต่อคุณอย่างไร
มันเติมเต็มชีวิตนะ ในหลักการใช้ชีวิตของผม ผมคิดว่าคนเราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย ไม่มีใครที่หนีความตายพ้น มันอยู่ที่ว่าเราใช้ชีวิตยังไงมากกว่า ผมอยากใช้ชีวิตให้เต็มที่ด้วยความรับผิดชอบและสร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตคนอื่นแล้วก็ตาย (live your life fully with responsibility, make a difference to others, then you die.) แค่นั้นเอง
Futureproof Toolkits 3 สิ่งที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ที่อยากเข้าตลาดควรมี แนะนำโดย ประพันธ์ เจริญประวัติ
โมเดลธุรกิจที่ดี
วิสัยทัศน์ในการเติบโต
การกำกับดูแล (Governance) ที่ดี เช่น มีบอร์ดบริหารที่ดี มีความซื่อสัตย์