Made in Thailand จะไปได้ไกล ต้องติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรก มุมมองจาก แอ๋ม moreloop
24 พ.ค. 2569
ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์

คุณแอ๋ม ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ คือทายาทรุ่นที่สองของโรงงานผลิตผ้าส่งออก ทั้งยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง moreloop ธุรกิจที่สร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับสังคมด้วยการเป็นแพลตฟอร์มที่รวบรวม ‘ผ้าส่วนเกิน’ (Surplus Fabric) เพื่อจำหน่ายภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน และขณะเดียวกัน เธอยังเป็นอุปนายกสมาคมเครื่องนุ่งห่มไทย (TGMA) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ผลิตสิ่งทอในไทยเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรม
เรียกได้ว่าหมวกแต่ละใบของคุณแอ๋ม ทำให้เธอมองเห็นภาพที่หลากหลายและลงลึกของอุตสาหกรรมแฟชั่นและสิ่งทอในไทย ตั้งแต่แง่มุมเรื่องความยั่งยืน (Sustainbility) ไปจนถึงทิศทางการเติบโตของการผลิตแบบ Made in Thailand ที่จริงๆ แล้วมีศักยภาพมากพอในระดับโลก แต่ทั้งแบรนด์และผู้บริโภคคนไทยจำนวนมาก อาจยังมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาได้ไม่ชัดนัก
โอกาสนี้เราจึงอยากชวนไปอ่านมุมมองของคุณแอ๋ม ผ่านคอลัมน์ Futureproof ที่จะชวนเราไปดูทิศทางในอนาคต ว่าแบรนด์ไทย และผลิตภัณฑ์ Made in Thailand จะสามารถเติบโตขึ้นและไปสู่ระดับสากลได้อย่างไรบ้าง ว่าแล้วก็ไปดูกัน

หากจะไประดับโลก ‘ความยั่งยืนที่ตรวจสอบได้’ อย่างไรก็สำคัญ!
moreloop คือหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยให้ไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง นั่นเพราะ moreloop คือแพลตฟอร์มที่มีฐานข้อมูล ‘ผ้าส่วนเกิน’ จาก 100 กว่าโรงงานทั่วประเทศไทย มีผ้าทั้งหมดร่วม 4,000 SKU ปริมาณรวมกว่า 1 ล้านหลา ซึ่งช่วยลดอัตราการสูญเปล่าของผ้าส่วนเกินเหล่านี้ พร้อมๆ กับที่เปิดโอกาสให้ดีไซเนอร์และแบรนด์แฟชั่นไทย โดยเฉพาะแบรนด์เล็กๆ สามารถเข้าถึงผ้าคุณภาพสูงเทียบเท่ากับแบรนด์ไฮเอนด์ได้ในราคาที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องติดข้อจำกัดเรื่องขั้นต่ำในการสั่งซื้อ
นับตั้งแต่ที่ moreloop เริ่มดำเนินการในปี 2018 มีแบรนด์แฟชั่นและดีไซเนอร์เข้ามาดูผ้าส่วนเกินไม่ต่ำกว่า 500 เจ้า และเมื่อมาที่ moreloop ทุกคนก็จะได้ explore ผ้าส่วนเกินที่เต็มไปด้วยสเน่ห์และมีความ Limited ในตัวเอง ทั้งยังสามารถขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญตั้งแต่แนวทางการเลือกผ้า การออกแบบ และกระบวนการผลิตเพื่อให้สามารถใช้วัตถุดิบได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไปจนถึงวิธีสื่อสารให้ผู้บริโภคมองเห็นข้อมูลต่างๆ อย่างชัดเจนและโปร่งใส
นั่นเพราะหนึ่งในภาพที่ moreloop อยากเห็น ก็คือการสนับสนุนให้แบรนด์ไทยสามารถเข้าถึงแนวคิดเรื่องความยั่งยืนพร้อมกับอยู่รอดได้อย่างแท้จริง ซึ่งนับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการพาแบรนด์หนึ่งๆ ไปสู่ระดับโลกได้ โดยคุณแอ๋มเล่าว่า
“ถ้าอยากไประดับโลก เรื่องความยั่งยืนอย่างไรก็สำคัญ แต่แค่การบอกทุกคนว่าเรายั่งยืน ยังไงก็ไม่มีใครเชื่อ มันจำเป็นต้องมีหลักฐาน มีข้อพิสูจน์ต่างๆ ให้ผู้บริโภคเห็น ไม่ว่าจะ Certification ต่างๆ หรือ Story Telling ของคุณ มันต้องยืนยันได้ทั้งหมด”
“ถ้าเราจะบอกว่าเส้นใยนี้ถูกผลิตขึ้นมาอย่างยั่งยืน มันก็ต้องมีใบ Certification จากโรงงานทอผ้า และโรงงานทอผ้าก็ต้องมีใบ Certification จากโรงผลิตเส้นด้าย ทุกอย่างต้องตรวจสอบย้อนหลังได้หมดว่าต้นตอมาจากไหน และแบรนด์จำเป็นต้องสื่อสารเรื่องเหล่านี้ให้ได้”
คุณแอ๋มยกตัวอย่างให้เราเห็นภาพชัดขึ้น ผ่านโปรเจกต์หนึ่งในช่วงโควิด-19 ที่ moreloop ผลิตหน้ากากผ้าจากผ้าที่เหลือจากการตัดชุด PPE ของบุคลากรทางการแพทย์
“ตอนนั้นมีคนสั่งไปขายในยุโรป แล้วปรากฏว่าลูกค้าคนหนึ่งจากเนเธอร์แลนด์เห็นข้อมูลที่เขียนบนป้ายว่าหน้ากากชิ้นนี้สามารถลดคาร์บอนฟุตปรินต์ได้เท่าไหร่ เขาก็อยากรู้ต่อ เลยทักมาถามในเพจ เราก็เลยเล่าเพิ่มเติมว่า กว่าจะออกมาเป็นผ้าตัวนี้ ต้องผ่านกระบวนการเยอะมาก ตั้งแต่ปลูก ปั่น ทอ ฟอก ย้อม ตัดเย็บ ขนย้าย มีการใช้น้ำ ใช้สารเคมี มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ดังนั้นการที่เราใช้ผ้าส่วนเกินจากการผลิตชุด PPE มาทำหน้ากากตรงนี้ ก็แปลว่าเราไม่ต้องปลูก ไม่ต้องปั่น ไม่ต้องฟอกหรือย้อมเพิ่ม เราจะเหลือแค่การตัดเย็บ ซึ่งเมื่อเรานำมาคำนวณกับคาร์บอนฟุตปรินต์ ก็จะเท่ากับตัวเลขที่เขาเห็นบนป้าย”
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนเนเธอร์แลนด์คนนั้นเขาเขียนบทความถึงเราใน Forbes Japan และทำให้ Takashimaya Group ได้มาอ่าน และทำให้เขาให้ Siam Takashimaya ติดต่อเรามาเพื่อผลิตสินค้ากับเรา นั่นหมายความว่าเขาวนรอบโลกถึงจะมาเจอเรา จากการเดินทางของหน้ากากชิ้นเดียวที่เราสื่อสารเรื่องความยั่งยืนได้อย่างโปร่งใสและชัดเจน”
ที่สุดแล้ว ‘การอธิบายได้’ ว่ายั่งยืนแค่ไหน อย่างไร สามารถช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ได้มากมาย แต่ในมุมมองของคุณแอ๋ม ที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘ความสมดุล’ ที่แต่ละแบรนด์จำเป็นต้องหาให้เจอ
แบรนด์ไทยต้องบาลานซ์ให้ได้ เพราะความยั่งยืนมีต้นทุนของมันเสมอ
แม้ความยั่งยืนนั้นเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญ แต่หลายๆ แบรนด์อาจยังไม่สามารถไปถึงจุดนั้นได้ด้วยข้อจำกัดบางอย่าง โดยคุณแอ๋มบอกเล่าว่า
“ตอนนี้หลายๆ แบรนด์ก็อยากเข้าร่วมแนวทางความยั่งยืน แต่ตลาดอาจยังไม่ได้เอื้อขนาดนั้น เพราะความยั่งยืนก็มีต้นทุนของมัน อย่างเช่นถามว่า เราขายถูกกว่านี้ได้ไหม เราทำได้ แต่นั่นแปลว่าเราต้องไปกดราคาใครสักคนตรงต้นทาง เพราะการซื้อของถูกนั่นแปลว่ามีคนอื่นจ่ายให้เราเสมอ อาจเป็นแรงงาน หรืออาจจะเป็นสิ่งแวดล้อม อาจจะเป็นโลกใบนี้ ดังนั้นบางแบรนด์ที่อยากทำเรื่องความยั่งยืน แต่โมเดลต่างๆ อาจจะยังไม่ตอบโจทย์ด้านผลกำไรที่เขาอยากทำ เขาก็เลยยังไม่ได้ไปตรงนั้น หรือกระทั่งเรื่องความยั่งยืนยังไม่ได้อยู่ใน Agenda ของเขาด้วยซ้ำ” คุณแอ๋มกล่าว
“แล้วก็มีบางแบรนด์ที่พยายามยั่งยืนสุดๆ เหมือนกัน นั่นเลยทำให้ราคาของเขาจำเป็นต้องสูงขึ้น ดังนั้นมันต้องหาบาลานซ์ให้เจอ ระหว่างการทำกำไรเพื่อให้แบรนด์สามารถไปต่อและโอบอุ้มคนทำงานได้ในระยะยาวกับการทำให้ทุกอย่างยั่งยืนจริงๆ โดยไม่ต้องหันไปกดราคาคนอื่น”

Fast Fashion ไม่น่ากลัวเท่า Cheap Fashion
และเมื่อถามว่า ทุกวันนี้ Fast Fashion ส่งผลกระทบกับอุตสาหกรรมแฟชั่นไทยแค่ไหน คุณแอ๋มให้คำตอบกับเราว่า
“สิ่งที่เรากลัวกว่าคำว่า Fast Fashion คือ Cheap Fashion นั่นเพราะถ้าเป็น Fast Fashion แต่ออกแบบดี ตัดเย็บดีคนซื้อแล้วสามารถใส่ซ้ำๆ ได้ ก็ยังดีกว่า Cheap Fashion ที่ซื้อมาแล้วซักครั้งเดียวก็พัง หรือใส่ถ่ายรูปครั้งเดียวแล้วทิ้ง ดังนั้นสิ่งที่อันตรายคือการแข่งขันกันถูก เพราะอย่างที่เราบอกไปข้างต้น ว่าการขายราคาถูกแปลว่ามีคนอื่นต้องจ่ายแทนเสมอ”
“ที่น่ากลัวก็คือ Cheap Fashion กำลังทะลักเข้ามาในไทยเยอะมาก และกำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมแฟชั่นไทย ดีไซเนอร์ไทยอาจจะไม่สามารถผลิตในจำนวนที่เยอะได้ ซึ่งก็หมายถึงไม่สามารถผลิตในราคาที่ถูกลงได้ ดังนั้นแบรนด์ดีไซเนอร์ไทย ต่อให้พยายามยังไงราคาก็ยังคงต้องสูงกว่า แต่กลายเป็นว่า ผู้บริโภคจำนวนมากกลับมองแค่ของที่ถูกที่สุดในตลาด เพราะเขาเองอาจจะยังติดล็อกเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งในแง่หนึ่งก็คงโทษเขาไม่ได้”
นั่นจึงเป็นเหตุให้ดีไซเนอร์ไทยบางส่วนต้องถอดใจไป หรือบางส่วนอาจเลือกใช้วิธีผลิตจากนอกประเทศที่ได้ราคาถูกกว่าแทน จนทำให้อุตสาหกรรมนี้ไปต่อทั้งองค์รวมได้ยาก
ด้วยเหตุนี้ คุณแอ๋มเองจึงอยากผลักดันคำว่า Made in Thailand ให้แข็งแรงขึ้นกว่าที่เคย เพื่อให้ภาคการผลิตเติบโตไปพร้อมๆ กับดีไซเนอร์แบรนด์

Made in Thailand ต้องติดกระดุมให้ถูกตั้งแต่เม็ดแรก
“รู้หรือไม่ว่า คำว่า Made in Thailand เวลาเราไปซื้อในช็อปต่างประเทศ มันถือว่าอยู่ในระดับ mid ถึง high เลย แต่พอเป็นสินค้าที่ขายในประเทศเราเอง ทำไมคุณภาพมันไม่ได้? นี่คือสิ่งที่ติดอยู่ในใจมาตลอด เราเลยอยากทำให้คำว่า Made in Thailand มันสามารถสะท้อนภาพในระดับเดียวกับที่เราขายเวลาส่งออก เหมือนเวลาเราซื้อของที่ Made in Japan หรือ Made in Korea เราจะรู้สึกว่าคุณภาพมันดีจังเลย เราอยากให้สินค้าจากไทยให้ภาพและคุณภาพแบบนั้นค่ะ” คุณแอ๋มกล่าว พร้อมเสริมว่านายกสมาคมเครื่องนุ่มห่มไทยเคยยกตัวอย่างถึงประเทศอิตาลี ที่มีจำนวนคนทำงานเย็บเท่ากับประเทศไทย ประชากรในประเทศก็ใกล้กับไทย
“แต่มูลค่าที่เขาขายได้คือ 12 เท่า เทียบกับประเทศไทย ซึ่งนั่นแปลว่า Made in Italy มีมูลค่าสูงกว่าเรามาก”
และการมีอยู่ของสมาคมเครื่องนุ่มห่มไทย ช่วยตอบโจทย์ข้อนี้ได้อย่างมีนัยสำคัญ นั่นเพราะการเป็นสมาชิก TGMA หมายถึงการจดทะเบียนโรงงานถูกต้อง จ่ายค่าแรงที่เป็นธรรม ตามกฎหมาย ไม่มีการใช้แรงงานเด็กหรือการบังคับใช้แรงงาน ซึ่งนับเป็น ‘กระดุมเม็ดแรก’ ที่ถูกต้องในการเพิ่มมูลค่าให้กับงาน Made in Thailand
“เรามองว่าอุตสาหกรรมแฟชั่นจะเติบโตได้ถ้าทุกคนติดกระดุมเม็ดแรกให้ถูกต้องตามมาตรฐานก่อน อย่างแบรนด์เมืองนอกเวลาผลิต เขาจะมีมาตรฐานต่างๆ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบ ดังนั้นเวลาสื่อสารกับลูกค้า เขาจะพูดได้เต็มปากว่ามันดี ตั้งแต่ต้นจนท้ายกระบวนการ ดังนั้นแบรนด์ไทยก็ควรมีมาตรฐานนี้เช่นกัน โดยเฉพาะแบรนด์ที่อยากก้าวขึ้นมาในตลาดอีกระดับหนึ่ง ซึ่งสมาคมของเรา ที่มี Use Case เยอะมาก จะช่วยแบ่งปันข้อมูลและความรู้ให้กับแบรนด์ต่างๆ แล้วเติบโตขึ้นไปพร้อมกันได้”
แน่นอนว่ากระดุมเม็ดแรกที่ถูกต้องนี้ก็มาพร้อมต้นทุนเช่นกัน จากการจ่ายค่าแรงขั้นต่ำและสวัสดิการต่างๆ ของแรงงาน แต่คุณแอ๋มมองว่าเรายังคงจำเป็นต้องสนับสนุนโรงงานที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง
“เขาอาจจะไม่ได้ขายในราคาถูกที่สุด แต่ถ้าแบรนด์ไทยเลือกสนับสนุน มันก็จะเกิด Ecosystem อุตสาหกรรมก็จะไม่ตาย คนหลายคนก็จะไม่ตกงาน อย่างน้อยถ้าเราสามารถสนับสนุนผู้ผลิตในไทยได้ เราว่าดีไซเนอร์ไทยเองก็จะแข็งแกร่งขึ้นได้ในอนาคต เพราะถ้าโรงงานอยู่ได้ ดีไซเนอร์ก็จะมีตัวเลือกในการผลิตมากขึ้น แต่ถ้ามองภาพว่าดีไซเนอร์ทุกคนเลือก Import โรงงานไทยก็อาจจะอยู่ไม่ได้ และในอนาคตบางแบรนด์ก็อาจจะไม่สามารถเริ่มได้ตั้งแต่ต้น”
“จริงๆ แล้วดีไซเนอร์ไทยสู้มาก เขามีความเก่งกาจในตัวของเขาเอง หลายแบรนด์ก็ไปสู่ระดับสากลได้แล้ว เหลือแค่การขยายตัวให้ใหญ่ขึ้น และเมื่อมาบวกกับทรัพยากรของเรา มันจะสามารถเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในรอบใหญ่ได้ และพอมีเป็นร้อยๆ แบรนด์มาช่วยกัน มันก็จะเห็นตัวเลขของผลกระทบเชิงบวกได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่เราต้องการก็คือการขยับตัวของ ‘ผู้เล่นรายใหญ่’ ด้วยเช่นกัน อย่างที่คุณแอ๋มฝากเอาไว้ว่า “ถ้าแบรนด์ใหญ่ประกาศอะไรสักอย่าง คนจะเห็นเป็นร้อยเป็นพัน และสร้างความเปลี่ยนแปลงได้ ที่สำคัญคือถ้านโยบายภาครัฐสนับสนุนเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น คนจะขยับตามอย่างแน่นอน”

Futureproof Toolkit: ความยั่งยืนสำคัญ แต่ไม่จำเป็นต้องเอามานำทุกอย่าง!
ก่อนจากกัน คุณแอ๋มได้ยืนยันคำตอบสำหรับแบรนด์ไทยที่อยากไปต่อกับคำว่าความยั่งยืน เพื่อพาตัวเองไปสู่ระดับโลก ว่า
“ถ้าให้แนะนำ เราไม่อยากให้ใครหยิบเอาคำว่าความยั่งยืนมานำทุกอย่างแล้วคิดว่าเราต้องขายได้ เราไม่สามารถบังคับให้คนซื้อเพียงเพราะเราดีต่อโลกได้ คนซื้อเขาก็ต้องซื้อของที่เขาใช้ได้จริง ราคาจับต้องได้ และต้องตรงจริตของเขา ถ้าเขาชั่งน้ำหนักในใจแล้วมันตรงโจทย์ ตรงใจ และได้เรื่องยั่งยืนด้วย เขาก็สามารถเลือกได้ง่ายขึ้น”
“บางแบรนด์อาจจะยั่งยืน 100% ทุกอย่างทำเพื่อสิ่งแวดล้อมสุดๆ แต่ของของคุณไม่สวย ราคาคุณแพงเกินไป มันก็ขายไม่ได้ ดังนั้นคำตอบอาจจะเป็น คุณยั่งยืนน้อยลงนิดหนึ่ง แต่ของมันสวย ราคาสมเหตุสมผล มันก็ขายได้ คุณต้องบาลานซ์ให้ได้ระหว่างความยั่งยืนกับธุรกิจ ซึ่งนี่คือสิ่งที่ moreloop กำลังพยายามทำ”

