Futureproof

Futureproof อยู่รอดอย่างไรในโลกหลัง Trade War ในมุมมองของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย

29 ส.ค. 2568

The Futurist

Futureproof อยู่รอดอย่างไรในโลกหลัง Trade War ในมุมมองของ ดร.สันติธาร เสถียรไทย  

 

หากเอ่ยถึงดร.สันติธาร เสถียรไทย หรือ ดร.ต้นสน “นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต” คงเป็นนิยามหนึ่งที่เรานึกถึง  

 และจากหน้าที่การงานในหลากหลายบทบาท ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย, คณะอนุกรรมการกฤษฎีการ่างกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และที่ปรึกษาด้าน Future Economy สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ล้วนแล้วแต่เป็นบทบาทที่ขับเคลื่อนการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกให้กับประเทศ  

 ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังอยู่ในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ที่ยังยากจะบอกได้ว่าอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร คอลัมน์ Futureproof ครั้งนี้ เราจึงชวนดร.ต้นสน มาร่วมมองภาพอนาคตของโลกใบเดิมที่คงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปของโลกหลัง Trade War  

 


Past - มองย้อนอดีตเพื่อให้เห็นอนาคต  

เมื่อเปิดบทสนทนาด้วยเรื่องของ Trade War ที่เป็นประเด็นร้อนแรงและสร้างผลกระทบไปทั่วโลก ก่อนจะไปพูดถึงอนาคตหลังจากนั้น ดร.ต้นสน ได้พาเราย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นถึงที่มาที่ไปของ Trade War กันก่อน 

 ในมุมของ ดร.ต้นสน เมื่อจะมองไปยังอนาคต โดยเฉพาะอนาคตอันไกล การมองย้อนไปในอดีตจะทำให้สามารถเห็นอนาคตได้ แม้ว่าอดีตจะไม่ได้เหมือนอนาคตแต่มีความคล้องจองกันอยู่ระดับหนึ่ง สำหรับประเด็นเรื่อง World Order ในตอนนี้นั้น พอมองไปในอดีตแล้ว เราต่างชินกับโลกการค้าเสรี คุ้นเคยกับโลกที่เชื่อมโยงถึงกันจนแทบจะไร้กำแพงกั้นหรือโลกาภิวัตน์  

 “จริงๆ ถ้าเราไปย้อนดูประวัติศาสตร์ เราจะรู้ว่าเราอยู่ในยุคที่อาจจะเรียกว่าเป็นยุคโปรโมชั่น เป็นยุคทองของโลกาภิวัฒน์ ซึ่งจริงๆ ปกติไม่ได้เป็นแบบนี้ เพราะจะมีประเด็นเรื่องความมั่นคงที่เข้ามาเกี่ยวข้องตลอดเวลา ไม่ได้ค้าขายกับใครก็ได้” 

 “เมื่อลองย้อนกลับไปในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เคยเกิดสงครามการค้าที่รุนแรงมากๆ เกิดสงครามกำแพงภาษีในทุกประเทศจนเศรษฐกิจดิ่งหนัก ในขณะนั้นสหรัฐอเมริกาได้ขึ้นมามีอํานาจหลังสงครามโลกที่ 2 จึงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการจัดการระบบการค้าขึ้นมาใหม่ ลดกำแพงภาษี ใช้เงินดอลลาร์ และทอง เป็นตัวกลางหลักในการซื้อขาย ด้วยความที่ทุกประเทศต่างบอบช้ำ มีแผลเก่าจากสงครามที่รุนแรง เลยบรรลุข้อตกลงร่วมกัน ทำให้อเมริกาก็ได้กลายเป็นผู้ตั้ง Global Order ที่เป็นระเบียบโลกใหม่ และเปิดทางสู่ยุคแห่งการค้าโลก” 

 หลังระเบียบโลกได้เกิดขึ้นใหม่ ดร.ต้นสน เล่าเพิ่มว่า โมเดลเศรษฐกิจกลายเป็นเอเชียเป็นฝ่ายผลิต และการผลิตเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลกเพราะไม่มีกำแพงระหว่างกัน โดยกระบวนการผลิตต่างๆ ได้ถูกย้ายออกจากอเมริกาไปอยู่ที่ญี่ปุ่นในยุคแรก แล้วฐานการผลิตได้ขยับขยายไปสู่ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย จนได้สร้าง 4 เสือแห่งเอเชียซึ่งเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยฮ่องกงและสิงคโปร์เป็นผู้นำทางด้านศูนย์กลางการเงินระดับนานาชาติ ในขณะที่เกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ 

 “พอผ่านยุคนั้นไป ก็เป็นยุคของจีน ยุคของมังกร ซึ่งเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO) ประมาณปี 2000 โดยเอเชียเป็นฝ่ายผลิตและขายให้ทั่วโลก ซึ่งมีตลาดใหญ่เป็นอเมริกา ภายใต้ระบบนี้ได้ทำให้จีนเข้มแข็งขึ้นมา โดยจีนไม่ได้มีแค่ความเข้มแข็งทางด้านเศรษฐกิจ แต่มีเรื่องเทคโนโลยีและการทหารด้วย ทำให้สามารถขึ้นมาเป็นเจ้าพ่อคนใหม่แทนอเมริกาได้เลย ทำให้อเมริกาซึ่งเป็นเจ้าพ่ออยู่และเริ่มเสื่อมอำนาจลง ต้องสกัดกั้นไม่ให้เจ้าพ่อคนใหม่ขึ้นมา ด้วยการละทิ้งระเบียบโลกเก่า”  

 


Present - AI กับการสร้างนิยามโลกใหม่ที่ทุกอย่างไปไวกว่าที่เคย 

 แม้ยังไม่อาจตอบได้ว่าศึกการค้าโลกรอบนี้จะยืดเยื้อไปถึงเมื่อใด แต่ดร.ต้นสน มองว่าสงครามการค้าจะทำให้โลกไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้สงครามการค้ามาโดยตลอดคือ Tech War ซึ่งมีจุดโฟกัสสำคัญที่ AI เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนนิยามโลกใหม่  

 “ผมคิดว่าตอนนี้อยู่ในยุคของ Tech War ซึ่งไปโฟกัสเรื่องของ AI โดยอเมริกากลัวว่าจีนจะไล่ตามทัน จึงพยายามสกัดจีนไม่ให้เข้าถึงชิปประมวลผล แม้สกัดขนาดนั้น แต่ก็เป็นการเปิดแผลครั้งใหญ่ของอเมริกา เพราะการเกิดขึ้นของ Deepseek ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหญ่ Deepseek ที่สามารถเทรนโมเดลโดยที่ไม่ต้องใช้ชิปต้นทุนสูงและเป็นโมเดลแบบ Open source ที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ เลยทำให้สงครามการค้าในด้านเทคโนโลยีเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม”  

 Tech War ระหว่างอเมริกาและจีนอาจฟังดูไกลตัว แต่ถ้าให้สโคปแคบลงมาจะพบว่าเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเราคนทั่วไปมากทีเดียว  

 “ผลกระทบจาก Tech War นี้น่าสนใจ เพราะจะทำให้การเข้าสู่โลก AI เร็วขึ้นกว่าเดิม จากเดิมที่ Generative AI เองก็เข้าถึงได้เร็วอยู่แล้ว แต่เรื่อง Adoption จะยิ่งเร็วขึ้นไปอีก ในยุคของ Facebook ต้องใช้เวลา 4 ปีกว่าถึงจะได้ผู้ใช้งานร้อยล้าน ในยุคของ Open AI ตัว ChatGPT ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ต่อมา Deepseek ผมรู้สึกว่าใช้เวลาไม่ถึง 10 กว่าวันในการมีผู้ใช้ถึงล้าน จะเห็นว่าเร็วขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่ยิ่งกว่านั้นคือการที่ Deepseek model ถูกลง ทําให้การแข่งขันยิ่งเข้มข้น เพราะว่าคนตัวเล็กสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้ได้มากขึ้น นำไปพัฒนาต่อยอดได้อีกเยอะ”  

 “ในสงคราม AI ที่เข้มข้นขึ้นที่แข่งกันลงเงินมากขึ้นและเทคโนโลยีถูกลง จะยิ่งทำให้ AI Adoption ก้าวกระโดด เป็นยุคของผู้ใช้ ผู้ที่จะพัฒนาต่อยอดแอปพลิเคชัน เพราะว่าในเมื่อเรามีเทคโนโลยีที่ 

แอดวานซ์ขึ้นและถูกลงเรือยๆ ผู้ใช้งานจะได้ประโยชน์เยอะขึ้นจากการพัฒนาใหม่ๆ และมีโอกาสเอาไปทำอะไรต่อยอดได้มากกว่าเดิม”  

 


 Future - อนาคตที่ไม่ใช่แค่ AI แต่มี AI เป็นตัวขับเคลื่อน 

 เมื่อขอให้ลองมองไปยังอนาคตจากเทรนด์ AI Adoption ที่มีแนวโน้มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสของภาคธุรกิจไทย ดร.ต้นสน ขยายความว่าเราอาจต้องมองเป็น 2 มิติ คือมิติในแง่ของผู้ใช้งานเทคโนโลยีในระดับ Consumer ทั่วไปที่เรามีฐานค่อนข้างใหญ่ และอีกมิติในแง่ของการใช้งานระดับองค์กร ซึ่งการกระบวนการทรานส์ฟอร์มองค์กรเพื่อเปิดรับเทคโนโลยีมาใช้อาจจะยังไม่ได้รวดเร็วมากนัก  

 “ในหลายด้าน ผมก็ต้องยอมรับว่าเราตกเทรนด์ไปพอสมควร คือเราอาจจะไม่ค่อยได้มีสตาร์ทอัพที่เป็นเทคยูนิคอร์นออกไปเยอะขนาดนั้น เพราะฉะนั้นยุคนี้ต้องมาคิดว่าแล้วเราสามารถทําอะไรที่แตกต่างได้ไหม ในเมื่อเทรนด์หรือว่ารถไฟขบวนที่แล้ว เราอาจจะขึ้นไม่ค่อยทัน แต่ว่านี่อาจจะเป็นโอกาส เพราะว่าในยุคเทคโนโลยี รถไฟขบวนใหม่เร็วกว่าขบวนที่แล้วเสมอ เมื่อเราพลาดอันที่แล้วอาจจะไม่เป็น แต่ถ้าเราทันขบวนนี้เราจะสามารถ catch up ขึ้นมาได้”  

 สำหรับโอกาสของภาคธุรกิจไทยมี 2 ด้าน ด้านแรกคือ AI for Industry หรือ AI คูณอุตสาหกรรม (AI Plus) เป็นนวัตกรรมที่มาใช้ต่อยอดภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิตการเงิน การผลิต บริการสุขภาพ ประกัน และการศึกษา  

 “สำหรับประเทศไทย เราต้องมาดูว่า Sector อะไรที่เป็น Sector สําคัญของประเทศไทย 

แล้วเราต้องผลักดันเรื่อง AI Adoption ให้เกิดขึ้นเพื่อนำไปทรานส์ฟอร์มภาคอุตสาหกรรมเหล่านั้น เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้ที่จะเป็นผู้ชนะในยุคของ AI อาจจะไม่ใช่คนที่เก่งแค่ AI เท่านั้น แต่เป็นคนที่เก่ง AI คูณกับ Industry ของตัวเอง เป็นคนที่มี Domain Knowledge ในสาขาของตัวเอง แล้วเอา AI มาใช้ติดปีกต่อยอด”    

 แต่กว่าจะไปถึงการผลักดันเรื่อง AI Adoption ในแต่ละภาคอุตสาหกรรมได้นั้น ดร.ต้นสนมองว่า โจทย์สำคัญคือต้องรู้เท่าทันว่าควรทำอะไรและไม่ควรทำอะไร ลองสร้าง AI Use Case ที่สามารถใช้งานได้จริง ทำความเข้าใจอุปสรรคในการ Adoption และหาวิธีแก้ไข รวมไปถึงเรื่องการ Reskill และ Upskill คนให้สามารถใช้ AI ในการทำงานในอาชีพของตัวเองได้  

 “ต้องเสริมว่ามันตอบโจทย์ประเทศไทยมากอยู่แล้ว เพราะว่าโจทย์ของประเทศไทยคือการขาดแรงงานขาดคน และต้องสร้าง Productivity เพราะว่าประชากร เราเข้าสู่ประชากรสูงวัย แรงงานคนไม่พอ AI จึงเข้ามาช่วยเพิ่ม Productivity ให้คนได้”  

 นอกเหนือจากการเอา AI ไปประยุกต์ต่อยอดในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ แล้ว อีกส่วนที่สำคัญคือการเป็นผู้สร้าง AI  

 “เลเยอร์ที่เราสามารถจับจองได้ คือเรื่องแอพพลิเคชั่น จะเป็นแอพพลิเคชั่น หรือ AI Agent ก็ได้ แต่ต้องเป็นระดับที่เอาไปใช้งานได้จริง เช่น ไม่ใช่เอา AI มาใช้กับโรงพยาบาล แต่พัฒนาเป็น Solution เลย อย่าง AI Healthcare Solution หรือ AI ด้านการเกษตร AI ด้านการศึกษา หรือ AI ด้านการท่องเที่ยว เพราะ AI ที่ผ่านมาอยู่ในระดับ Foundation คือเรื่องโมเดลใครฉลาดกว่า ยังไม่มีในแง่แอปพลิเคชันที่เป็นการใช้งานเฉพาะด้าน”   

 และอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรม ทั้งในแง่การบ่มเพาะคนเก่ง การมี Know-how ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และช่วยพัฒนาธุรกิจ รวมถึงการมี Funding ให้สตาร์ทอัพหรือผู้พัฒนาเทคโนโลยีสามารถสร้าง Connection หรือสเกลธุรกิจไปยังต่างประเทศได้ ซึ่งจากองค์ประกอบทั้งหมดทั้งมวลเหล่านี้ ได้สร้างคำถามที่ต้องไปขบคิดกันต่อว่า จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยพร้อมในการก้าวไปถึงอนาคตนั้น   

 


 Futureproof Toolkit  

ก่อนจะจากลากันไป เราขอให้ ดร.ต้นสน ฝาก “เครื่องมือ” ใส่กล่อง Futureproof Toolkit สำหรับภาคธุรกิจว่า ควรจะไปต่อกันอย่างไรในโลกหลัง Trade War  

 และในกล่องเครื่องมือในมุมมองของ ดร.ต้นสน คือหลักคิด 3 อยู่ อยู่รอด อยู่เป็น และอยู่ยาว  

 “อยู่รอด คือระยะสั้นฝุ่นตลบ ผมเปรียบเทียบเหมือนกับแผ่นดินไหว ตอนแผ่นดินไหวเราไม่ต้องคิดมากครับ คว้าอะไรใกล้มือแล้วก็วิ่งลงลงบันไดหนีไฟ ไปให้ห่างจากตึกให้เร็วที่สุด เพื่อเอาตัวรอด อันนี้ก็เหมือนกันครับ ตอนนี้เราอยู่ในช่วงอยู่รอดคือว่าฝุ่นตลบมากเลย เราไม่รู้ว่าการเจรจาจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ คือเกิดผลกระทบแน่นอน ที่กำลังทําให้เศรษฐกิจมันมันชะลอตัวลง” 

 “เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเตรียมรับมือระยะสั้น เราต้องดูตัวเองก่อนเลย 

ว่าสินค้าของเราขายตลาดอเมริกาตรงเยอะแค่ไหน สินค้าของเราจะโดนกําแพงอันนี้ไหม ถ้าไม่โดนรอดไป แต่ว่าเราจะถูกกระทบว่าจากเศรษฐกิจที่ตกต่ําลงหรือเปล่า เรากระแสเงินสดพร้อมไหม เรามีหนี้เยอะไหม บาลานซ์ชีทเป็นอย่างไร อันนี้คือการรัดเข็มขัดดูตัวเองว่า เราพร้อมรับแรงกระแทกหรือไม่ ต้องอยู่ให้ได้และมีสายป่าน” 

 “อยู่เป็น ถ้าเปรียบเทียบกับแผ่นดินไหวเมื่อ คืออันนี้คือแผ่นดินไหวผ่านไปละ แต่จะเกิดอาฟเตอร์ช็อกหลายลูก ซึ่งบางทีมันแรงไม่แพ้ช็อกแรกเลย สิ่งที่เกิดขึ้นคือเหตุการณ์จะยืดเยื้อ เพราะฉะนั้นมันคือความไม่แน่นอน สิ่งที่ธุรกิจไทยต้องเตรียมตัวให้ดีคือต้องระวัง 

สินค้าต่างประเทศทะลักเข้ามา เพราะว่าตอนนี้ทุกคนกําลังคิดเหมือนกันว่าตลาดอเมริกา 

พึ่งพาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องรีบหาตลาดใหม่” 

 “อยู่เป็น คือการที่เรารู้ว่าโลกมันอาจจะอาฟเตอร์ช็อก ดังนั้นต้องมีการบริหารความเสี่ยงให้ดี (Risk Management) แล้วประเมินว่าเราพร้อมรับมือไหม เราต้องกระจายความเสี่ยงให้มากที่สุด อย่าเอาไข่ไปใส่ในตะกร้าใบเดียว และมีความไวในการปรับตัว”  

 “อยู่ยืน กลับไปสู่ที่คุยตอนแรกว่าถ้าฝุ่นหาย อาฟเตอร์ช็อกหมดแล้ว โลกจะหน้าตาเป็นอย่างไร แน่นอนว่าโลกคงไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เราจะวาง Position ตัวเองอย่างไรในโลกนั้น ในวันนี้เราอาจจะยังไม่ได้คำตอบทั้งหมด แต่พอเวลาผ่านไปจะเริ่มชัดขึ้น” 

 “สำหรับภาคธุรกิจแล้ว เราต้องเริ่มคิดว่าเรามีแบรนดิ้งอะไรที่ทำให้ตัวเองแตกต่างในโลกใหม่ เราเอา AI มาใช้ได้แค่ไหน เราต้องลองมองโลกไกล อาจจะซัก 5 ปีว่าเราจะวางตัวเองไว้ตรงจุดไหน ซึ่งการอยู่ยืนอาจค่อยทำหลังผ่าน 2 อยู่แรกไปก่อน พอผ่านไป ซักประมาณ 1 ปี ต้องเริ่มคิดแล้ว เพราะการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับโลกใหม่ ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนยังมีวิกฤต ซึ่งเป็นจุดที่เราจะได้เปรียบ ถ้าลองสังเกตผู้ชนะในอดีต มักจะเป็นคนที่ Position ตัวเองได้ดี ถ้าเตรียมตัวได้เร็ว ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสจะสามารถอยู่ยืนได้” 

 ดร.ต้นสน ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือเราเล่นผิดเกมส์ ในอดีตเราอาจจะเล่นเกมเกมหนึ่งเก่งมาก แต่ในโลกใหม่เกมอาจจะเปลี่ยน ฉะนั้นถ้าโลกเปลี่ยนไปเล่นอีกเกมแล้ว เราต้องไม่เล่นผิดเกม เพราะต่อให้จะเล่นเก่งแค่ไหน แต่เราก็เป็นผู้แพ้อยู่ดีถ้าจับเกมผิด ขณะที่ถ้าเราเลือกเล่นถูก แม้จะไม่ได้เก่งที่สุดแต่เราอาจจะกลายเป็นผู้ชนะได้ในอนาคต  

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik

About us

We spotlight the people who is the future’s changemakers —sharing their visions, journeys to leader, inspiration and tech innovations that empower them.

Contact us

support@futurist.com

© Futurist 2025

All Reserved

Designed by

Bluebik