4 หัวใจสำคัญสำหรับ ‘ธุรกิจที่คิดเพื่อสังคม’ ให้อยู่รอดอย่างยั่งยืน โดย แอ๋ม moreloop
4 มิ.ย. 2569
ฉัตรรวี เสนธนิสศักดิ์

ไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ กับการดำเนิน ‘ธุรกิจที่คิดเพื่อสังคม’ ให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ทั้งหล่อเลี้ยงองค์กรได้ในระยะยาวและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกอย่างเป็นรูปธรรม และหนึ่งในผู้ที่ประสบความสำเร็จก็คือ moreloop แพลตฟอร์มที่รวบรวม ‘ผ้าส่วนเกิน’ (Surplus Fabric) เพื่อจำหน่ายภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งก่อตั้งมานับตั้งแต่ปี 2018 และเป็นหนึ่งในสตาร์ทอัปสายเลือดไทยที่ยังคงยืนระยะได้อย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบัน moreloop มีฐานข้อมูลผ้าส่วนเกินจาก 100 กว่าโรงงานทั่วประเทศไทย มีผ้าทั้งหมดร่วม 4,000 SKU ปริมาณรวมกว่า 1 ล้านหลา ซึ่งช่วยลดอัตราการสูญเปล่าของผ้าส่วนเกินจากอุตสาหกรรมสิ่งทอ โรงงานสามารถระบายผ้าส่วนเกินได้อย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เข้าถึงผ้าที่มีทั้งความเป็นเอกลักษณ์ (Unique) และมีจำนวนจำกัด (Limited) อย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
ลูกค้าของ moreloop ในปัจจุบันมีทั้งดีไซเนอร์หรือแบรนด์ไทยซึ่งอยากหาซื้อผ้าโดยไม่ต้องมีขั้นต่ำ และรวมถึงลูกค้าองค์กรที่สั่งผลิตยูนิฟอร์มหรือของพรีเมียมโดยใช้ผ้าส่วนเกิน ซึ่งนับเป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่สุด และหากจะกล่าวในแง่สิ่งแวดล้อม ก็เท่ากับการลดการผลิตใหม่ที่จะทิ้งคาร์บอนฟุตปรินต์ไว้บนโลกนั่นเอง
โอกาสนี้ เราจึงขอคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจที่คิดเพื่อสังคมให้อยู่รอด จากตัวจริงเสียงจริงอย่าง คุณแอ๋ม ธมลวรรณ วิโรจน์ชัยยันต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง moreloop ที่หยิบเอา Pain Point ในฐานะทายาทรุ่นสองของโรงงานผลิตผ้า เรื่องความสูญเปล่าของผ้าส่วนเกินในการผลิต มาเป็นไอเดียตั้งต้นในการสร้าง moreloop โดยไม่ได้ตั้งใจจะเป็นธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) แต่เป็นธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Business with Purpose) มาตั้งแต่แรก
ล่าสุดนี้ ทางแบรนด์เพิ่งได้รับ B-Corp Certificationการ หรือใบรับรองมาตรฐานระดับโลกที่มอบให้กับบริษัทที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่นในด้าน สังคมและสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นเครื่องการันตีอย่างดีว่า moreloop สามารถบาลานซ์ระหว่างการทำกำไรและทำเพื่อโลกได้เป็นอย่างดี

และหัวใจสำคัญ 4 ข้อที่คุณแอ๋มอยากแนะนำจะมีอะไรบ้าง ไปอ่านกัน
1. ความน่าเชื่อถือ
“อย่างแรกที่สำคัญเลยคือเราต้องไม่ Green Washing เราสามารถตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลได้อย่างโปร่งใสว่าผ้าของเราทั้งหมดเป็นผ้าส่วนเกินจริงๆ ซึ่งส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเติบโตได้เลยก็คือเครดิตตรงนี้ และถ้าย้อนไปในปี 2017-2018 เรามั่นใจว่าเราเป็นเจ้าแรกๆ ที่เราให้ข้อมูลเรื่องคาร์บอนฟุตปรินต์จริงๆ เราคำนวณไว้ให้ชัดเจนว่าเสื้อตัวหนึ่งๆ ของเราลดคาร์บอนฟุตปรินต์ได้เท่าไหร่ โดยใช้วิธีการคำนวณที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญจริงๆ อย่างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน Waste Management ที่นำงานวิจัยจาก TGO (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) มาเป็นฐานข้อมูลตั้งต้น เราจึงค่อนข้างมั่นใจในตัวเลขที่เราสื่อทุกตัว เราไม่อยากให้ลูกค้ามองว่าตัวเลขมาจากไหนหรือมีความคลางแคลงใจใดๆ ทั้งสิ้น”
2. เครือข่าย
“การที่ moreloop ได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มสตาร์ทอัป หรือกลุ่ม SME รวมถึงกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม มันก็ทำให้เครือข่ายเราใหญ่ขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น บางทีก็พากันไปแนะนำที่นั่นที่นี่ เราว่ามันเป็นคอมมูนิตี้ที่ดี เช่นเดียวกันเมื่อเราได้เชื่อมต่อกับโรงงานต่างๆ ในประเทศไทย ก็ยิ่งทำให้เรามีผ้าส่วนเกินในฐานข้อมูลมากขึ้น เรามองว่าทุกๆ เครือข่าย ทุกๆ การรู้จักผู้คนใหม่ๆ เป็นโอกาสสำหรับเราเสมอ”
3. การทำให้ถูกต้องตั้งแต่ก้าวแรก
“เราควรติดกระดุมตั้งแต่เม็ดแรกให้ถูก อย่าง moreloop เราจดทะเบียนบริษัทถูกต้องตั้งแต่วันแรก เรามีบัญชีเดียว เราซื้อขายทุกอย่างโดยมีระบบบัญชีที่ชัดเจนมาก เพราะเรามองว่าถ้าวันหนึ่งเราจะโต เราต้อง clean จริงๆ ต้องทำทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎหมาย”
4. การโฟกัสที่ ‘ESG’ ควบคู่กับ ‘คุณภาพ’
“ในการทำธุรกิจ เราว่าจำเป็นต้องมองในหลายๆ มิติให้ครบถ้วน สำหรับคนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม อาจจะสนใจในมิติเดียว ซึ่งอันที่จริงเราต้องมองแบบองค์รวม อย่าง moreloop เราเองมองเรื่องของ ESG นั่นคือแนวคิดที่ใช้ประเมินความยั่งยืนของธุรกิจโดยดู 3 ปัจจัยประกอบกัน ได้แก่เรื่องสิ่งแวดล้อม (Environment) สังคม (Social) และธรรมาภิบาล (Governance)
“การที่เรารวบรวมเอาผ้าส่วนเกินมาก็เท่ากับวัตถุดิบเรายั่งยืนแล้ว แต่มันไม่ได้มีแค่นี้ มันมีกระบวนการผลิตข้างหลังอีก ซึ่งเราก็แน่ใจว่า อย่างน้อย โรงงานที่เราร่วมงานด้วยก็จดทะเบียนถูกต้อง ไม่มีการบังคับใช้แรงงาน ไม่มีการใช้แรงงานเด็ก เราดูย้อนไปถึงต้นทางของมัน ดังนั้นเราพูดได้ว่าเราไม่ได้ราคาถูกที่สุดในตลาดแน่นอน แต่เราอยากมั่นใจว่าเราทำทุกอย่างถูกต้องจริงๆ เพราะเราแคร์จริงๆ
“และแน่นอนว่าเรื่องคุณภาพก็เช่นกัน เพราะท้ายที่สุด ต่อให้ผ้าของคุณยั่งยืนมาก แต่คุณดันผลิตไม่ดี เช่นเย็บเบี้ยว ไซส์ไม่ได้ ฯลฯ แสดงว่าสินค้าชิ้นนั้นอาจถูกซื้อไปแล้วทิ้ง ก็แปลว่าไม่ยั่งยืนอยู่ดี แต่ถ้าแพทเทิร์นเราดี เย็บแข็งแรง ใช้ซ้ำได้เยอะ นั่นแหละถึงจะแปลว่าธุรกิจของเราไปสู่ความยั่งยืนได้จริง”
และนี่คือหัวใจสำคัญ 4 ข้อในมุมมองของคุณแอ๋ม คุณเองมองว่าหากอยากลองทำธุรกิจที่คิดเพื่อสังคม อยากเริ่มจากอะไร หรือยังมีข้อไหนที่คิดว่าสำคัญอีกบ้าง สามารถแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียและพูดคุยกับเราได้เลย

