“NASA เร่งเตรียมยิงนิวเคลียร์ทำลายล้าง สกัดสกัดกาวเบนนูพุ่งชนโลก”,หนึ่งใน ตัวอย่างข่าว fake news ที่เป็นเกิดจากเหตุการณ์การเข้าใกล้โลกของดาวหางขนาดใหญ่ ที่กระเป็นกระแสพูดถึงกันในช่วง ต้นสิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้เกิดการนำไปพาดในหัวข่าวต่างๆนาๆ จนถึงขั้นมีข่าวปลอมที่ทำให้มีคนเชื่อว่าโลกอาจจะต้องแตก

สำหรับในยุคปัจจุบันที่ทั้งโลกต่างเชื่อมถึงกัน คนสามารถรับรู้ข่าวสารผ่านการเเชร์ได้อย่างรวดเร็ว นี่อาจจะเป็นหนึ่งในข้อสาเกตุสำคัญที่ทำให้คนส่วนใหญ่เริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบของ Fake news ที่เกิดขึ้นจนขยายกลายเป็นเรื่องราวในวงกว้างและยากในการรับมือ

จนทำให้รัฐบาลไทยมีการผลักดัน เรื่องการจัดตั้งหน่วยงานที่คอยมากำกับดูแล หรือที่เรียกว่า “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” 

แต่นี้จะเป็นทางออกที่ถูกต้องแล้วหรือเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เราทำได้จริงเหรอ ??

จากการเปิดเผยผลสำรวจของนิดาโพล เกี่ยวกับการหลงเชื่อข่าวปลอม ความคิดเห็น และความกังวลต่อากรจัดตั้ง “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” พบว่าในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนใหญ่มีความตระหนักเรื่องข่าวปลอมและไม่หลงเชื่อ สูงถึง 61.23% ในขณะที่บุคคลที่เคยเพียงหลงเชื่ออยู่ที่ 27.59% อีกทั้งกลุ่มคนที่เคยหลงเชื่อทั้งไม่แน่ใจหรือไม่รู้ว่าเป็นข่าวปลอม มีเพียง 11.16%  เท่านั้นที่แชร์ข่าวปลอมออกไป อย่างไรก็ตามมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถึงแม้ว่าจะรู้ว่าเป็นข่าวปลอม แต่ยังได้มีการแชร์ออกไปอยู่ 3.49% และมี 0.7% ระบุว่าตนเคยเคยทำข่าวปลอม 

ซึ่งจากผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่า มีเพียงประชาชนส่วนน้อยเท่านั้นที่เคยหลงเชื่อข่าวปลอม และจำนวนของคนที่แชร์ข่าวนั้นออกไปก็มีจำนวนลดน้อยลงไปอีก ถ้าย้อนไปหาจุดเริ่มต้นของข่าวปลอมอาจจะเรียกพูดได้ว่า ไม่ได้พึ่งเกิดมาในยุคสมัยนี้ แต่เพราะในยุคนี้ทุกอย่างและ ทุกคนถูกเชื่อมต่อเข้าหากัน สามารถรับรู้ข่าวที่แชร์มาจากอีกส่วนนึงของโลกในเวลาเพียงเสี้ยววินาที ทำให้ข่าวปลอมที่เกิดขึ้นนั้นสามารถถูกเผยแพร่ออกไปได้ง่ายขึ้น

แล้วข่าวปลอมเกิดขึ้นมาได้อย่างไร?

ข่าวปลอมนั้น เรียกได้ว่ามักจะถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับสร้างผลประโยชน์ให้กับคนบางคนหรือบางกลุ่ม หรือซ้ำร้ายกว่านั้นอาจจะใช้สำหรับทำลาย หรือโจมตี ทำลายชื่อเสียงในระดับบุคคล กลุ่มคน จนไปถึงระดับประเทศ อย่างเช่นในวงการการเมือง พรรคการเมืองนึงสามารถออกข่าวปลอมเพื่อที่จะดึงดูดให้คนชื่นชม ชื่นชอบในพรรคของเขาได้ หรืออาจจะใช้เพื่อโจมตีพรรคการเมืองขั้วตรงข้าม

และถึงแม้จะมีการผลักดันหน่วยงานดูแลด้านข่าวปลอมขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงนั้นซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะเราจะมีตัวชี้วัดยังไงในการวัด ว่าข่าวไหนจริงข่าวไหนปลอม แล้วถ้ามีข่าวปลอมปนอยู่ในข่าวจริงละ จะทำอย่างไร รวมทั้งจะรู้ได้ไงว่าองค์กรดังกล่าวยังสามารถที่จะวางตัวเป็นกลางได้เสมอ หรือไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือสำหรับผมประโยชน์ของคนกลุ่มนึง

อย่างไรก็ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นนั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อโจมดี หรือเป็นการให้ร้ายองค์กรดังกล่าว แต่เป็นการให้อีกแง่มุมในการมองว่า จริงๆ แล้วการควบคุมนั้นอาจจะทำได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะไม่ว่ายังไงรูปแบบข่าวปลอมอาจจะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้อยู่ตลาดเวลา 

ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดในการป้องกันข่าวปลอม จึงเป็นหน้าที่ของผู้อ่านทุกคนในการมีวิจารณ์ในการรับสื่อ ข่าวสารต่างๆ และระมัดระวังการแชร์ข่าวสารต่างๆลง social media โดยสำหรับผู้อ่านจะมีวิธีรับมือข่าวปลอมดังเบื้องต้นได้ดังต่อไปนี้

3  แนวทางการรับมือข่าวปลอม (fake news)

  1. คิดก่อนแชร์

พัฒนาการของข่าวที่แชร์มาในช่องทางสื่ออนไลน์ต่างๆนั้นเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีการพัฒนาวิธีการผาดหัวข้อข่าว หรือที่เรียกว่า… จูงใจผู้อ่านให้ต้องมีการเเชร์ข่าวนั้นออกไป ประกอบกับพฤติกรรมผู้อ่านในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะแชร์เรื่องที่โดนใจ หรือสนใจ ก่อนที่จะได้อ่านเรื่องนั้นจริงๆ นี่จึงกลายเป็นจุดสำคัญที่ผู้ผลิดข่าวปลอมนำมาใช้ได้อย่างดี

ดังนั้น ความเข้าใจเนื้อหาข่าว หรือใจความหลัก จึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราควรใช้พิจารณาก่อนที่จะกดแชร์เรื่องนั้นออกไป ไม่ควรพิจารณาจากเพียงแค่หัวข้อข่าวนั้นเพียงอย่างเดียว

2.   เลือกแหล่งที่มีของข่าว

ปัจจุบัน social media ทำให้เกิดสื่อเพิ่มขึ้นอย่างมาก ไม่ว่าใครก็สามารถพิมพ์ ถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอได้ และเผยแผ่ผ่านทาง social media ดังกล่าวและขยายออกเป็นวงกว้างได้ ดังนั้นกลุ่มผู้ไม่หวังดี หรือผู้ผลิตข่าวปลอมใช้ช่องว่างนี้ในการนำเสนอข่าวปลอมเพื่อสร้างผลกระทบบางอย่าง หรือเพื่อประโยชน์สำหรับคนกลุ่มนึง อีกทั้งในช่องทางนี้เป็นการง่ายที่ผู้อ่านจะต่อข่าวปลอมดังกล่าวโดยแทบไม่ได้ไตร่ตรองเลย

ดังนั้น ข่าวสารที่ได้รับมาผ่านทางช่องทางต่างๆของ Social media โดยเฉพาะที่ไม่สามารถระบุแหล่งที่มา หรือผู้เขียนได้ ผู้อ่านจำเป็นต้องมีความพิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนถึงความน่าเชื่อถือของข่าวนั้นก่อน แชร์ออกไป

3.   รับฟังจากหลายๆมุมมอง

ว่าด้วยเรื่อง ทฤษฎีสมคบคิด(Conspiracy Theory) เป็นการอนุมาน จากผลไปหาเหตุซึ่งในทางหลักการมันผิด ทำให้ในปัจจุบันข่าวสารที่เข้ามาในหน้า newsfeed เรามักจะสลับสนุน หรือสอดคล้องกับความเชื่อที่เรามีอยู่เดิมทำให้เห็นบางอย่างเป็นเพียงแค่มุมมองเดียว ซึ่งหลายครั้งเป็นเรื่องยากที่เราจะสามารถรู้ได้ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องจริงหรือเท็จกันแน่

ดังนั้น การเปิดใจรับรู้ในมุมมองอื่นๆบ้าง จะทำให้เราเห็นแก่นความคิดที่แท้จริง ไม่ยึดติดจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง และเป็นการสร้างกำแพงป้องกันการเชื่อในข่าวสารที่เราติดตามโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองให้ละเอียด

โดยสรุปแล้ว การแก้ปัญหาข่าวปลอม (Fake news) ด้วยการผลักดัน “ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม” เพื่อคอยสอดส่องดูแลตรวจสอบนั้น อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุดและอาจจะไม่สามารถครอบคลุมได้ในทุกเรื่องที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ แต่การปลูกฝังความเชื่อต่อผู้อ่านนั้นต่างหากที่จะเป็นการแก้ปัญหาที่เหมาะสมในระยะยาว หากทุกคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับข่าวปลอม และไม่แชร์ข่าวนั้นออกไป มีโอกาสที่ผู้ผลิต หรือผู้แสวงหาผลประโยชน์จากข่าวปลอมเองก็จะหายไปในที่สุด

บทความก่อนหน้านี้Voice assistant: The next step of future smart living.
บทความถัดไปWhat really is 5G? Besides, faster internet speed.
Avatar
นักธุรกิจ Futurist อดีตนักเรียนทุนประเทศญี่ปุ่น มีความหลงไหลในการพัฒนาธุรกิจด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ในขณะเดียวกันต้องสร้างผลในเชิงบวกให้แก่สังคม และสิ่งแวดล้อม