The use of blockchain in credit scoring

342
Social scoring and credit rating concept on digital background. Analysing and profiling people by artificial intelligence technology 3D illustration.

สึนามิลูกใหม่ของคนใช้บัตร กับเงื่อนไขการพิจารณาสินเชื่อด้วย Blockchain 

เชื่อว่าหนึ่งในปัญหาของคนใช้บัตร โดยเฉพาะบัตรเครดิตนั้น ก็คือการ “จำกัดวงเงิน” และ “การเข้าถึงข้อมูล” ของตนเอง เช่นเดียวกับธนาคาร ที่มีข้อจำกัดในเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” และ “ความไว้ใจ” ต่อลูกค้า เพราะกว่าจะอนุมัติสินเชื่อหรือแม้แต่วงเงินในบัตร ก็คงต้องมีกระบวนการที่ดูจะยุ่งยากไม่ใช่น้อย ที่สำคัญธนาคารเองก็ต้องรักษา “ความปลอดภัย” ของข้อมูลทั้งหมดไปพร้อม ๆ กัน แต่จะดีกว่าไหม หากธนาคารจะมีแนวทางที่ช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เรียกกันว่า “Blockchain” มาใช้แก้ไขปัญหาทั้งหมดในระบบการเงิน

เทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ กับบทบาทด้านการเงินของ Blockchain 

หากกล่าวถึงเทคโนโลยีหรือแม้แต่ระบบที่ขึ้นชื่อว่าปลอดภัยแล้ว หลายคนก็คงจะไปนึกถึงขั้นตอนการรักษาความปลอดภัยแบบทั่วไป อาทิ เวลาจะเข้าใช้ E-mail ก็อาจจะต้องยืนยัน Username Password หรือแม้แต่ Pin Code ซึ่งกระบวนการเหล่านี้เป็นเพียงการรักษาความปลอดภัยในขั้นต้นเท่านั้น แต่ยังไม่ถึงขั้นที่สามารถเก็บข้อมูลภายในไม่ให้รั่วไหลได้ โดยเฉพาะเวลามีคนอื่นพยายามเข้าใช้ระบบเพื่อนำข้อมูลไปใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งก็มีเหตุการณ์ตัวอย่างให้เห็นในปัจจุบันอยู่ไม่ใช่น้อย อาทิ การแฮก Facebook เพื่อเข้าไปปลอมเป็นเจ้าของบัญชี แล้วนำไปกระทำบางสิ่งบางอย่างโดยที่เจ้าของข้อมูลไม่ได้อนุญาต

เช่นเดียวกับข้อมูลทางการเงินของเจ้าของบัญชี ที่ต้องการให้ข้อมูลทุก ๆ อย่าง ของตนเองนั้นเป็น “ความลับ” เพราะแม้แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารเองก็ไม่สามารถล่วงรู้ได้ แต่ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ยากเลยหากจะเอาข้อมูลภายในออกมาหาผลประโยชน์ เพราะไม่เช่นนั้นก็คงจะไม่เห็นบริษัทประกันภัยโทรมายื่นข้อเสนอดี ๆ ให้ ทั้งที่ก็ไม่เคยไปสมัครประกันอะไรไว้กับใคร ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็คือข้อจำกัดของระบบการเก็บข้อมูลที่อาจจะยังไม่ครอบคลุมในเรื่องความปลอดภัยมากพอ

เพราะเหตุนี้ ด้วยความต้องการเพิ่มศักยภาพด้าน “ความปลอดภัย” ของข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ในรูปแบบของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์นี้เอง จึงทำให้เกิดการพัฒนารูปแบบการเก็บข้อมูลที่เรียกว่า “Blockchain” ขึ้นมา เพื่อคงความ “เชื่อมั่น” หรือ “Trust” ให้กับสถาบันการเงิน ตลอดจนช่วยยกระดับของคุณภาพในการบริหารและการจัดการขององค์กรได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้การดำเนินงานของสถาบันการเงินเป็นไปด้วยความรวดเร็วมากกว่าที่เคย เพราะไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้เอกสารในรูปแบบของกระดาษเหมือนที่ผ่านมา

ที่สำคัญคือ Blockchain สามารถจำกัดการเข้าถึงข้อมูลได้ว่าจะเลือกใช้แบบ “เปิดเผย” หรือแบบ “ปิดบัง” แต่ข้อดีที่ดูจะเด่นชัดที่สุดของ Blockchain ก็คือ ความยากในการแก้ไขข้อมูลที่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ เหมือนระบบการเก็บข้อมูลอื่น ๆ เพราะต้องผ่านการ “ยอมรับ” จากข้อมูลชุดอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากการเก็บข้อมูลของ Blockchain ก็จะเหมือนกับการนำโซ่มาคล้องต่อ ๆ กัน จากห่วงแรกสู่ห่วงที่สอง โดยที่ห่วงที่สองต้องเก็บสำเนาของห่วงแรกเอาไว้ และเป็นเช่นนี้กับทุก ๆ ชุดข้อมูล เรียกว่าเป็นการเก็บข้อมูลที่สามารถสืบสาวหาต้นตอได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น

ฉะนั้น การแก้ไขข้อมูลในรูปแบบของ Blockchain จึงดูจะเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะหากจะแก้ไขจุดใด นั่นแสดงว่าต้องรื้อจากจุดที่ต้องการแก้ไขไปจนถึงจุดล่าสุด โดยทุกครั้งที่มีการแก้ไขก็จะต้องมีชุดข้อมูลซึ่งเป็นห่วงโซ่ใหม่เพิ่มขึ้นมาเสมอ ซึ่งกระบวนการนี้เองถือเป็นการเพิ่มขีดความ “โปร่งใส” และ “ถูกต้อง” ของข้อมูล ทั้งยังช่วยให้โซ่ทุกห่วงคล้องกันได้อย่างเหนียวแน่นเหมือนเดิม เช่นเดียวกับข้อมูลด้านการเงินที่หากใช้ในรูปแบบของ Blockchain แล้ว ก็นับว่าเป็นหนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจไม่ใช่น้อย เพราะนั่นหมายความว่า ข้อมูลทางการเงินของทุก ๆ คน หรือทุก ๆ องค์กร จะอยู่ในลักษณะของ “ความถูกต้อง” และ “ชัดเจน” โดยที่เพิ่มขีดของ “ความปลอดภัย” ให้มากกว่าที่เคย ที่สำคัญคือไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครไปเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางอย่างหากไม่ได้รับการ “ยินยอม” อีกต่อไป

โมเดลธุรกิจการเงิน กับการพิจารณาสินเชื่อด้วย Credit Scoring

เชื่อว่าคงมีเหล่าคนใช้บัตรเครดิตจำนวนไม่น้อย ที่อาจจะได้ยินคำว่า “แต้มสะสมคะแนนบัตรเครดิต” มาก่อน และก็คงจะเกิดคำถามว่าการใช้บัตรเครดิตจำเป็นต้องมีคะแนนด้วยหรือ ทั้งที่แค่จ่ายตรงเวลาและจ่ายครบก็น่าจะเพียงพอ แต่รู้หรือไม่ว่า แท้จริงแล้วก่อนที่สถาบันการเงินจะอนุมัติสินเชื่ออะไรสักอย่าง มักจะมีตัวแปรที่เรียกกันว่า “Credit Scoring” หรือ “คะแนนเครดิต” อยู่ แถมดูแล้วจะมีผลกระทบต่อเหล่าคนใช้บัตรไม่ใช่น้อย 

คำว่า “Credit Scoring” นั้น แปลง่ายๆ ก็คือ “คะแนนเครดิต” หรือหากกล่าวให้เข้าใจแบบเชิงลึก ก็คือ แบบจำลองหรือเครื่องมือที่ใช้ในกระบวนการทางสถิติ ที่ในการจัดการข้อมูลเพื่อกำหนดเป็นค่าคะแนนของเจ้าของบัตร โดยความสำคัญของ Credit Scoring ก็คือ เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดขีดความสามารถในการชำระหนี้คืน ซึ่งก็จะนำไปสู่การอนุมัติวงเงินของบัตรเครดิต ตลอดจนการอนุมัติสินเชื่อต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การซื้อรถยนต์ส่วนตัว การซื้อบ้าน การซื้อคอนโด และการจับจ่ายใช้สอยอื่น ๆ ที่มีคำว่า “เงิน” เกี่ยวข้องอยู่ด้วย 

เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจหากจะรู้สึกว่าเหล่าคนใช้บัตรเครดิตนั้นมีวงเงินที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่าง นาย A กับ นาย B ทำงานเป็นพนักงานเอกชน โดยที่มีฐานเงินเดือนอยู่ที่ 30,000 บาท เหมือนกัน ซึ่งทั้งสองคนได้ไปทำบัตรเครดิตที่ธนาคารเดียวกัน และเมื่อใช้งานไปได้ประมาณ 1 ปี ปรากฏว่าวงเงินในบัตรของนาย A กลับต่ำกว่านาย B ถึง 10,000 บาท เวลาจะไปกู้เงินซื้ออะไรสักอย่าง กลับกลายเป็นว่าต้องใช้เวลาในการพิจารณาสินเชื่อนานกว่าอีกฝ่าย ทั้งนี้ ก็มาจากผลของการประเมิน Credit Scoring จากการชำระเงินครบตามกำหนด การตรงต่อเวลาในการชำระบัตรเครดิต ไปจนถึงความสม่ำเสมอและความมีวินัยทางการเงินของทั้งสองคนที่แตกต่างกัน เรียกว่าเป็นหนึ่งในโมเดลของระบบการทำงานของสถาบันการเงิน ที่วางเอาไว้เพื่อกำหนดขอบเขตและควบคุมความเสี่ยงทางการเงินนั่นเอง 

พฤติกรรมการใช้โซเชียลเป็นเหตุ สู่การปรับเปลี่ยนระบบทางการเงิน  

หากลองวัดระดับของพฤติกรรมการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยนั้น ก็คงจะพอคาดเดาได้ไม่ยากว่ามีอัตราที่ค่อนข้างสูงไม่ใช่น้อย เพราะไม่ว่าจะทำอะไรก็มักจะมีสื่อโซเชียลเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ เรียกว่าตั้งแต่ตื่นนอนยันก่อนนอนเลยทีเดียว หากไม่เชื่อก็ให้ลองสำรวจตัวเองดูว่า ตอนตื่นนอนนั้นสิ่งแรกที่จับคืออะไร? เชื่อว่าร้อยละ 95 ก็คงจะตอบว่าจับโทรศัพท์เป็นลำดับแรก และหลังจากที่จับโทรศัพท์ก็มักจะตามมาด้วยการปิดนาฬิกาปลุก การเช็กแจ้งเตือนต่าง ๆ ของสื่อโซเชียลมีเดีย ตลอดจนนั่งไถไทม์ไลน์ของ Facebook Instagram หรือแม้แต่ Twitter เพื่ออัปเดตข่าวสารใหม่ ๆ ที่น่าสนใจในวันนั้น 

แน่นอนว่า นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นที่เป็นพฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของคนไทย เพราะแท้จริงแล้ว ยังมีพฤติกรรมการใช้งานด้านอื่น ๆ อยู่อีกมากโข อาทิ การค้นหาร้านอาหาร หรือแม้แต่การช้อปปิ้ง ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ นับว่าเป็นสาเหตุที่ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนระบบทางการเงินอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพราะไม่ว่าจะทำอะไร ซื้อของที่ไหน หรือแม้แต่ชำระค่าอะไรก็ตาม ก็สามารถทำธุรกรรมผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้แล้ว เพียงแค่มีแอปพลิเคชันของธนาคารก็นับว่าเพียงพอ ดังนั้น จึงทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนและพัฒนาระบบทางการเงินที่เรียกกันว่า “Social Credit Score” หรือก็คือการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวกับเรื่องราวทางการเงิน โดยจะพยากรณ์จากพฤติกรรมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของคนในปัจจุบันควบคู่กันไปด้วย

ซึ่งข้อดีของการนำ Social Credit Score มาใช้ ก็เพื่อให้ง่ายต่อการแก้ไขปัญหาเรื่องเครดิตทางการเงินของผู้ที่ยังไม่มีเครดิต หรืออาจจะยังมีเครดิตไม่ดีพอต่อการขออนุมัติสินเชื่อในการใช้บัตรเครดิต แน่นอนว่า การนำ Social Credit Score มาใช้พิจารณาสินเชื่อของสถาบันการเงิน ก็จะกลายเป็นหนึ่งในข้อมูลสำคัญที่กักเก็บเอาไว้ใน Blockchain ของสถาบันการเงินเช่นกัน 

ยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ เลยก็คือ แต่เดิมการอนุมัติสินเชื่อหรือวงเงินในบัตรเครดิต จะต้องพิจารณาจากรายได้ พฤติกรรมการชำระเงิน และคะแนนการประเมิน Credit Scoring โดยที่จะมีเอกสารต่าง ๆ ไปให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารพิจารณาและอนุมัติ เพราะฉะนั้น เมื่อนำ Blockchain มาใช้แล้ว ก็จะกลายเป็นว่า เอกสารต่าง ๆ รวมไปถึงข้อมูลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับความเคลื่อนไหวทางการเงินจะถูกกักเก็บในรูปแบบของไฟล์ดิจิทัลทั้งสิ้น ซึ่งธนาคารก็จะนำข้อมูลที่ Blockchain ประเมินออกมาในลักษณะของ Credit Scoring ไปใช้ในการอนุมัติสินเชื่อรวมไปถึงวงเงินในบัตรเครดิต โดยที่ไม่จำเป็นต้องไปสืบสาวหาต้นตอเพื่อหา “ความถูกต้องของข้อมูล” ที่ลูกค้าแจ้งเอาไว้เหมือนที่ผ่านมา  

โดยผลกระทบของคนใช้บัตรเครดิตนั้น หลัก ๆ แล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้นข้อจำกัดของการขอสินเชื่อกับทางสถาบันการเงิน ที่ไม่อาจสามารถแก้ไขหรืออัปเดตข้อมูลภายในได้ง่ายเหมือนแต่ก่อน ในขณะเดียวกัน ก็จะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของตนเองได้ง่ายมากขึ้น อาทิ การเข้าถึงข้อมูล Credit Scoring ว่าจะส่งผลให้วงเงินในบัตรเครดิตหรือการขอสินเชื่อเป็นไปในทิศทางใดได้บ้างในระยะเวลาอันรวดเร็ว ในขณะที่หากเป็นกลุ่มผู้ใช้รายย่อย ที่ยังไม่มีคะแนนเครดิตก็จะสามารถเข้าถึงการขอสินเชื่อและระบบทางการเงินได้มากกว่าที่เคย ซึ่งก็จะส่งผลดีต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตได้ด้วยเช่นกัน และที่สำคัญก็คือ ไม่ว่าสถาบันการเงินจะพัฒนา Blockchain ให้เป็นไปในทิศทางใดก็ตาม ท้ายที่สุดแล้ว “ความปลอดภัย” ก็จะยังเป็นหัวใจสำคัญเช่นเดิม  

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสถาบันการเงินทั้งในไทยหรือต่างประเทศจะนำระบบการเก็บข้อมูลอย่าง Blockchain มาใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยหรือไม่นั้น ก็ไม่น่าสนใจเท่ากับผลกระทบที่คล้ายสึนามิของเหล่าผู้ใช้บริการ โดยเฉพาะการแก้ไขข้อมูลของสถานะทางการเงินที่ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป ในขณะเดียวกัน หาก Social Credit Score ถูกพัฒนาให้ควบคู่ไปกับการทำงานของ Blockchain จริง ก็คงจะเป็นการพัฒนาที่ส่งผลต่อระบบทางการเงินไม่ใช่น้อย เพราะนั่นแสดงว่าคนทุกคนมีโอกาสที่จะเข้าถึงเงินแหล่งทุนและสินเชื่อได้ตามต้องการ เรียกว่า เป็นการเดินหน้าพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากรด้วยเทคโนโลยีเสมือนกับประเทศเอสโตเนียเลยก็ว่าได้